เด่นช้างนอน โคตรขุนเขาดอยภูคา

ทริปเดินทาง : 26-28 ตุลาคม 2561

เด่นช้างนอน… สารภาพเลยว่าครั้งแรกที่เห็นภาพภูเขาแห่งนี้ทางเฟซบุ๊ก ต่อมความอยากก็ถูกกระตุ้นให้ทำงานทันที มีไม่บ่อยนักครับที่ภาพทางโซเชียลมีเดียจะทำให้ผมร้องว้าว และรีบจดชื่อสถานที่ลงในบันทึกทันที มีโอกาสเมื่อไหร่ไปแน่นอน

จำเนียรกาลผ่านเวลาล่วงมาเป็นปีล่ะนะ ก็คิดว่าคงเหมาะสมสักทีสำหรับการชักชวนเพื่อนฝูงสายบ้าพลังไปพิชิตขุนเขาแห่งนี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาดอยภูคา ฝั่งตำบลศิลาเพชร อำเภอปัว จังหวัดน่าน

หาข้อมูลเพิ่มเติมอีกนิดพบว่าการเที่ยวศึกษาธรรมชาติที่นี่ต้องติดต่อชาวบ้านศิลาเพชรนำทาง ชื่อนี้เบอร์โทรนั้น ได้รายละเอียดแล้วก็โทรไปสอบถาม นัดวันเวลา และค่าใช้จ่ายต่างๆ จากนั้นรวบรวมสมาชิก จะเที่ยวไหนก็ง่ายแค่นี้แหละในยุคโซเชียลมีเดียครองโลก

เอาเป็นปลายเดือนตุลาคมแล้วกัน ปลายฝนต้นหนาว วิวน่าจะสวย อากาศคงดี พร้อมแล้วลุยโลดครับ


(1)

การเดินทางไปอำเภอปัวไม่ใช่เรื่องยาก แต่ถ้าเดินทางแยกจากหลายที่แล้วต้องการไปให้ถึงไล่เลี่ยกันในช่วงเช้านั่นยากละ ดังนั้นเราเลยตกลงให้ขึ้นรถทัวร์จาก กทม. ไปพร้อมกันจะดีที่สุด รถเข้า บขส. ปัว คือสาย กทม. – ทุ่งช้าง เท่าที่ผมรู้มีสองบริษัท คือ 999 บขส. กับ สมบัติทัวร์ จิ้มตามชอบใจแล้วกัน

นอนหลับเอาแรงบนรถ ใช้เวลาราวๆ 11 ชั่วโมง เราก็มาถึง บขส. ปัว ประมาณ 6.30 น. รอไม่นานรถกระบะของ “ลุงเวียน” ผู้นำทางของเราก็มารับตามนัดหมาย พาไปจับจ่ายซื้อของที่ตลาดปัว ที่นี่ของครบทุกอย่างครับ

จุดหมายต่อไปคือเตรียมตัวขึ้นเขาและแบ่งสัมภาระให้ลูกหาบที่บ้านลุงเวียน อยู่ที่บ้านป่าตองพัฒนา ตำบลศิลาเพชร ลูกหาบที่นี่ไม่ชั่งน้ำหนักของนะครับ แต่ก็ดูตามสมควรแล้วกัน อย่าโยนภาระให้เขาเกินไป ถึงจะเป็นการจ้างก็เถอะ (ฮา…)

ทริปนี้ตอนแรกพวกเราจะลุยกันเจ็ดคน แต่ไปๆ มาๆ มีเหตุให้ต้องถอนตัวเร่งด่วนไปสองเหลือเพียงห้าคน แต่ยังคงลูกหาบที่สองคนเหมือนที่คุยกันตอนแรก ถือว่าโชคดีเลยครับที่ไม่ลดลูกหาบ เพราะทางที่เราจะเจอต่อไปข้างหน้าผมเรียกว่า… โหดของจริง

เรียบร้อยแล้วนั่งรถไปจุดเริ่มเดินกัน อยู่ใกล้ๆ ในศิลาเพชรนี่แหละ แต่ตรงจุดไหนเรียกว่าอะไรผมไม่ทราบชัดเจนเหมือนกัน (ฮา…) เป็นเส้นทางที่ชาวบ้านใช้ขึ้นไปเก็บของป่าเป็นปกติครับ

มองนาฬิกา 8.50 น. เราเริ่มออกเดินก้าวแรก หลังจากทางราบๆ ไม่กี่สิบก้าวก็เริ่มต้นขึ้นเขากันเลย

ต้องบอกว่าสภาพป่าแถวศิลาเพชรค่อนข้างเขียวสมบูรณ์ ลุงเวียนเล่าให้ฟังว่าแต่ก่อนเป็นเขาหัวโล้นและป่าเสื่อมโทรมเกือบทั้งหมด จนสักสามสิบปีก่อนจึงเริ่มมีโครงการปลูกป่าฟื้นฟู ผ่านกาลเวลามาเรื่อยๆ ในที่สุดภูเขาทั้งลูกก็กลับมาเขียวขจีอีกครั้ง

ถ้าเราทำถูกทางและอดทนรอ มันต้องออกดอกผลสักวันสินะ…

พวกเราเดินขึ้น เดินขึ้น เดินขึ้น เส้นทางถือว่าโหดหิน ทริปนี้ผมแบกน้ำหนักน้อยกว่าปกติที่เคยหลายกิโล ยังรู้สึกว่าหนักอึ้งจริงๆ อ่านหลายรีวิวมาบอกว่าที่นี่โหด ผมยืนยันตามนั้นครับ

ประมาณเที่ยงครึ่ง เดินมาถึงตรงนี้ หลักฐานของการเป็นป่าฟื้นฟูที่นี่

เส้นทางเด่นช้างนอนถือว่าเป็นป่าหลอกลวงอีกที่เลยสำหรับผม ไต่ระดับมาเรื่อยๆ แข้งขาชักล้า ไหล่ชักจะทรุด แหงนมองข้างบนคิดมามันน่าจะถึงสักที แต่พอหักโค้งนี้ โค้งนั้น โค้งโน้น แล้วต้องถอนหายใจเฮือกใหญ่ ทำไมไม่ถึงสักที (วะ!)

โน่นแหละ กระทั่งอีกสิบนาทีสี่โมงเย็น ความฝันค่อยเป็นจริงได้เวลาปลดเป้สูดหายใจยาวๆ ฝนลอยมาตามลมตกเล็กน้อยแต่ไม่หนักหนา สรุปใช้เวลาเดินทั้งสิ้น 7 ชั่วโมง กับระยะทางราวๆ 8-9 กิโลเมตร (วัดคร่าวๆ จากแอพนะครับ ไม่ยืนยันข้อมูล) ความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,600 เมตร

บอกก่อนเลยว่าบนนี้มีทากน้อยเพื่อนคู่ใจกระจัดกระจายพอสมควร ระวังสักหน่อยแล้วกัน ส่วนพื้นที่ผูกเปลได้ กางเต็นท์ได้ มีจุดก่อกองไฟซึ่งลุงเวียนกับลูกหาบจะจัดการให้เราอยู่แล้ว

วิวบนนี้เป็นแบบพาโนรามาคือเปิดโล่งฝั่งเดียว หันหน้าไปทางทิศใต้ พระอาทิตย์ตกขวามือ ขึ้นซ้ายมือ ถึงจะแคบไปนิดแต่สวยดีไม่หยอก มองไกลๆ เห็นอำเภอท่าวังผา ต่อไปถึงอำเภอเมืองน่านเลยทีเดียว

พอใกล้มืดก็ล้อมวงทำกับข้าว พูดคุยเฮฮากันตามระเบียบ วันนี้อ่วมมาพอแล้วสำหรับทุกคน

หัวค่ำวันนี้ทางช้างเผือกขึ้นทางตะวันตกเฉียงใต้ เป็นมุมของเราพอดีเพราะฉะนั้นจัดไปอย่าให้เสียครับ


(2)

หลังจากฟ้าเปิดเมื่อเย็นวาน วันนี้ตื่นเช้ารู้สึกผิดคาดนิดหน่อยที่พบว่าเมฆค่อนข้างครึ้มเต็มฟ้า ไม่มีพระอาทิตย์ขึ้นสวยๆ แถมไม่มีทะเลหมอกแบบที่แอบหวัง แต่ถึงอย่างนั้นบรรยากาศบนเขาก็ทำให้รู้สึกดีเสมอ

ทำอาหารเช้ากินกันง่ายๆ พร้อมทำอาหารกลางวันเตรียมไว้ และเคลียร์แคมป์เพื่อเดินทางต่อ 8.45 น. ขณะกำลังออกเดินปรากฏว่าไม่ใช่แค่ฟ้าไม่เปิดแต่หมอกยังฟุ้งขาวไปทั่วเสียอีก ยอมรับว่าใจเสียเล็กน้อยครับ

ที่บอกว่าใจเสียเพราะวันนี้เป็นเส้นทางไฮไลท์ของเรา เดินเลียบไปตามหน้าผาสูงเสียว ซึ่งผมอยากจะเห็นจริงๆ ว่ามันสูงขนาดไหน ถ้าหมอกขาวแบบนี้คงไม่ได้เห็นอะไร

เอาเถอะนะ ว่าไงก็ว่ากัน

เราเดินตามแนวสันเขามาเรื่อยๆ ฟ้าเปิดบ้าง ปิดบ้างลอยตามลม ทางขวามือคือทิศใต้จะมีหมอกลอยมาตลอดเวลา ผิดกับทางซ้ายคือทิศเหนือที่ฟ้าเปิดมาก

ยอมรับเลยว่าวิวเส้นทางบนสันเขาที่เด่นช้างนอนสวยสมคำร่ำลือ ภาพที่เห็นมาจากเฟซบุ๊กไม่ได้โกหกสักนิด ช่วงที่หมอกบางลงฟ้าเปิดนี่ถึงกับต้องร้องว้าว จะว่าไปแล้วการมีหมอกแบบนี้ทำให้เราได้เห็นภาพอลังการมากขึ้นนะ ในข้อดีมีเสีย ในข้อเสียมีดี อยู่ที่จะมองมันอย่างไรเท่านั้นเอง

แต่เรื่องความเสียวผมกลับว่าไม่เท่าไหร่ อาจเพราะไม่ใช่คนกลัวความสูงอะไรขนาดนั้นมั้งครับ และที่สำคัญมันสันคมมีดที่นี่ไม่ได้เปิดโล่งทั้งสองฝั่ง ยังมีฝั่งหนึ่งที่มีต้นไม้สูงช่วยพรางสายตาอยู่

เดินตามสันเขาขึ้นๆ ลงๆ ต้องปีนป่ายบางช่วง ผ่านยอด 1700 จนมาถึงจุดพักเนินหญ้าตรงนี้ก็ประมาณสิบโมงครึ่ง ระยะทางที่เดินมาจากแคมป์แรกสัก 2 กิโลเมตร เท่านั้นเอง

พวกเราตกลงกันว่าจะไปพิชิตยอด 1900 ซึ่งวิธีการคือทิ้งสัมภาระไว้ที่นี่แล้วเดินตัวเปล่า ลุงเวียนบอกว่าไปกลับราวสองชั่วโมง “ยอด 1900 ไม่มีวิวอะไรนะ ต้นไม้บังหมด” ลุงเวียนกับลูกหาบย้ำถึงการไม่มีวิวให้ดู

แต่สิ่งที่ลุงเวียนไม่ได้บอกคือทางพิชิตยอด 1900 เป็นดงทากมหากาฬ โอย… บอกเลยว่าเยอะและโหดเหลือเกิน มองเท้าแต่ละครั้งต้องมีทากเกาะอยู่สามสี่ตัวเสมอ แถมทางยังเป็นดินร่วนง่ายต่อการเล่นสไลเดอร์มาก อยู่ในป่าตลอด มีเส้นทางโผล่เลียบหน้าผาช่วงแรกๆ นิดเดียวเท่านั้น

ลุงเวียนบอกว่าไป-กลับ สองชั่วโมง แต่สรุปว่าสำหรับเราสองชั่วโมงคือแค่ขาเดียว สองชั่วโมงกับการโดนทากจิ้มไปหลายดอก โยนพวกมันที่กระดึ๊บๆ มาตามรองเท้าและเสื้อผ้ารวมกันนับร้อยตัว (เพื่อนคนหนึ่งใส่รองเท้ารัดส้นกับถุงเท้าธรรมดา โดนดูดแบบเลือดทะลักตามง่ามนิ้วเป็นสิบแผล) ในที่สุดเราก็มาถึงจุดนี้

ผู้พิชิตยอด 1980 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ดูไม่ผิดหรอกครับ ยอดสูงสุดของเด่นช้างนอนมีแค่นี้จริงๆ เหมือนกับที่ลุงเวียนบอกเป๊ะ (ฮา…)

เรานั่งกินข้าวกับเหล่าเพื่อนๆ ทากบนยอด 1980 นั่นแหละครับ เสร็จแล้วค่อยเดินกลับ ขากลับทางลงเยอะกว่าขึ้นทำเวลาได้เร็วหน่อย ประมาณชั่วโมงกว่าๆ ก็ถึงจุดที่เราทิ้งของไว้

ขากลับมองย้อนไปทางยอด 1900 ที่เรามา ฟ้าฝั่งนั้นเปิดนิดหน่อยเลยได้เห็นวิวภูเขาสวยอยู่นะ แม้ว่าฝั่งทางยอด 1700 จะยังหมอกปกคลุมหนาทึบเหมือนเดิมก็ตาม

เอาล่ะถึงเวลามุ่งหน้าสู่แคมป์ต่อไป เราอยู่บนยอดสูงเพราะฉะนั้นจากนี้จะเป็นทางลง ซึ่งถ้าเป็นลงบันไดเลื่อนสบายๆ ก็ดีสินะ ขอบอกว่าขาลงในที่นี้คือลงแบบดิ่ง เข่าพัง นิ้วเท้าระบม ก้นกระแทกพื้น เตรียมพร้อมรับมืออาการเหล่านี้ได้เลย

เป็นทางลงที่ผมขออธิบายสั้นๆ ว่า… โหดชิบหาย โหดจนผมแทบไม่ได้หยิบกล้องมาถ่ายรูป

ข้อดีมีอย่างเดียวคือจากตรงนี้ไปทากน้อยเยอะ เหลือเจอแค่นิดๆ หน่อยๆ เพราะว่าไม่ใช่ช่วงยอดสูงที่มีเมฆหมอกปกคลุมตลอดเวลา ความชื้นซึ่งเป็นของชอบของทากเลยลดลงนั่นไง

ประมาณสองชั่วโมงกับการทลายหัวเข่า ระยะทางน่าจะสัก 3-4 กิโลเมตร เราก็มาถึงธารน้ำตรงนี้ ยิ้มได้เลยเพราะขึ้นเนินอีกไม่กี่สิบเมตรคือจุดพักแคมป์สอง ธารน้ำใสขนาดนี้ ใช้กินได้ อาบน้ำได้สบายครับ

แคมป์สองของเราเป็นพื้นที่ค่อนข้างเรียบ เพราะเป็นจุดเลี้ยงวัวและมีเพิงพักที่ชาวบ้านมาสร้างไว้ด้วย มีโอกาสเจอทากอยู่บ้างแต่น้อยกว่าแคมป์แรก

เหมือนเดิมคือพวกเราก็จัดที่ทางตั้งแคมป์ และทำอาหารกันไป

คืนนี้ได้อาบน้ำอาบท่า หลับสบาย ไม่ต้องกังวลเรื่องถ่ายรูป อยู่กลางป่าดูดาวก็ติดต้นไม้ พระอาทิตย์ขึ้น พระอาทิตย์ตกก็ไม่มีอยู่แล้ว (ฮา…)


(3)

วันสุดท้ายไม่มีอะไรต้องรีบร้อน พวกเราพักเอาแรงและตื่นค่อนข้างสายทีเดียวเกือบเจ็ดโมงโน่นแน่ะ

กินข้าวเก็บแคมป์ออกเดินราวเก้าโมงเศษ เป็นเส้นทางอยู่ในป่าทั้งหมด ส่วนใหญ่ยังเป็นทางลง หลายช่วงลื่นและชันมากต้องค่อยย่อค่อยขยับทีละนิด แต่ยังดีที่มีทางราบยาวให้พักเข่าหลายช่วง สภาพป่าโดยรอบเขียวสวยมาก

สิบโมงครึ่งถึงธารน้ำ เป็นลำธารห้วยน้ำย่าง ต้นน้ำน้ำตกศิลาเพชร หรือธารเดียวกับแคมป์ของเราเมื่อคืนนั่นแหละ ใสสดชื่นมากครับ

จากนั้นเดินแบบยิงยาวกันเลย ผ่านเนินแล้วเนินเล่า ขึ้นบ้างลงบ้าง อีกชั่วโมงครึ่งหรือตอนเที่ยงพอดี เราก็มาโผล่ออกจากป่าตรงฝายน้ำย่าง น้ำตกศิลาเพชร ระยะทางวันนี้ถือว่าไม่ไกลครับ รวมแล้วไม่น่าเกิน 4 กิโลเมตร

เราสามารถอาบน้ำตรงที่ทำการฝายน้ำย่างได้เลย หรือจะรอไปอาบบ้านลุงเวียนก็แล้วแต่สะดวก ตรงนี้เป็นจุดท่องเที่ยวจึงมีร้านอาหาร ส้มตำ ไก่ย่าง พร้อมเบียร์เย็นๆ ขายด้วย พวกเราจัดไปไม่ให้เสียโอกาส ออกมาจากป่าขนาดนี้ หิวโฮกกันทุกราย

บ่ายๆ รถกระบะมารับเราที่น้ำตกศิลาเพชรพาไปบ้านลุงเวียน เก็บข้าวของที่ฝากไว้ จัดแจงสัมภาระใหม่ แล้วพาเราไปส่ง บขส. ปัว แยกย้ายเดินทางกลับ

แม้เส้นทางโดยรวมในการเดินป่าเด่นช้างนอน ดอยภูคา จะถือว่าระยะไม่ถึงกับไกลมาก แต่ต้องบอกว่าเป็นทางที่จัดว่าโหดเอาเรื่อง เป็นหนึ่งในทริปสาหัสที่สุดเท่าที่ผมเคยผ่านมาเชียวล่ะ ทางขึ้นก็ชันจริง ทางลงก็ดิ่งเสียจนแทบจะกลิ้งลงมา แถมสภาพป่ายังทึบครึ้มรกชัฏมาก

ถึงอย่างนั้น ที่นี่ก็สวยมากเช่นเดียวกัน ภาพการเดินบนแนวสันเขามันคุ้มค่าน่าประทับใจจริงๆ

ถามผมว่าถ้ามีครั้งที่สองจะมาไหม เอาความเจ็บ ความเหนื่อย ความท้อ บวกลบคูณหารกับภาพวิวสันเขาสวยสุดใจที่เห็นแล้ว ขอตอบว่า… มาครับ ถึงจะยังคงไม่ใช่เร็วๆ นี้ก็เถอะนะ (ฮา…)


เวลาเดินป่าเด่นช้างนอน

วันแรก : เริ่มเดิน 8.45 น. ถึงแคมป์แรก 15.45 น. รวม 7 ชั่วโมง
มีแหล่งน้ำซับก่อนถึงครึ่งทาง หลังจากนั้นจนถึงยอด และบนยอดไม่มีแหล่งน้ำอีกเลย
วันสอง : จากแคมป์แรก 8.45 น. ถึงจุดพักหลังยอด 1700 10.20 น. รวม 1.30 ชั่วโมง
วันสอง : จากจุดพัก 10.45 น. ถึงยอด 1900 และกลับมาที่เดิม 14.30 น. รวม 3.45 ชั่วโมง
วันสอง : จากจุดพัก 14.45 น. ถึงแคมป์สอง 16.45 น. รวม 2 ชั่วโมง
ไม่มีแหล่งน้ำ จนถึงริมลำธารแคมป์สอง
วันสาม : จากแคมป์สอง 9.30 น. ถึงทางออกน้ำตกศิลาเพชร 12.00 น. รวม 2.30 ชั่วโมง
มีแหล่งน้ำเป็นระยะตลอดทางตั้งแต่เริ่มเดินจนถึงข้างล่าง


ค่าใช้จ่ายเที่ยวเด่นช้างนอน

คนนำทางและลูกหาบ วันละ 800 บาท ต่อคน 3 วัน 2 คืน คือสามวัน รวม 2,400 บาท ต่อคน
รถรับส่งตลอดทริปจาก บขส. ปัว คิดคนละ 200 บาท หากคนน้อย เหมาตกลงกันเอง


แนะนำการเที่ยวเด่นช้างนอน

ป่าค่อนข้างรก เดินชัน ขึ้นชัน ลงชัน ร่างกายต้องพร้อม
ไม่มีห้องน้ำ ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกใดๆ ทั้งสิ้น
แหล่งน้ำบนแคมป์วันแรกไม่มีต้องเตรียมไปให้พอ แคมป์สองมีแหล่งน้ำเป็นห้วยธรรมชาติ
ที่นอน เต็นท์ได้ เปลได้ อยากนอนปลาทูก็ได้เหมือนกัน
รองเท้าสตั๊ดดอยเหมาะที่สุด
ถุงกันทากจำเป็นมาก บนยอดเขามีทากตลอดทั้งปี มากน้อยขึ้นอยู่กับฤดูกาล
ทางเดินเลียบหน้าผา สูง สวย อันตราย ระมัดระวังให้มาก
เดินทางไปบ้านลุงเวียนด้วยรถส่วนตัวไม่สะดวกนักเพราะไม่มีที่จอด ต้องฝากจอดตามที่ใกล้เคียง
เบอร์ติดต่อลุงเวียน ชาวบ้านนำทางเด่นช้างนอน หลังไมค์ไปสอบถามได้ที่เพจครับ


ติดตามเรื่องราวการท่องเที่ยวเดินทางของผมได้อีกช่องทาง
http://www.facebook.com/alifeatraveller