เชียงราย 25 ภาพ 3 แผ่นดิน เที่ยวไปเล่าไปจากเมืองตะเข็บชายแดน

Chiang Rai 001

ทริปเดินทาง : 27 มกราคม – 5 กุมภาพันธ์ 2558

สามเหลี่ยมทองคำ… ชื่อนี้มีความหมายกับผม ไม่ใช่ว่ามีต้นตระกูลเป็นพ่อค้ายาเสพติดนะครับ (ฮา…) แต่เป็นสถานที่ซึ่งผมอยากไปมากที่สุดแห่งหนึ่งเลยล่ะ อยากเห็นกับตาว่าบริเวณแม่น้ำโขงรอยต่อสามประเทศ ไทย พม่า ลาว ที่เคยได้ยินชื่อตั้งแต่ครั้งร่ำเรียนหนังสือ มีสภาพเป็นอย่างไร เป็นดินแดนแบบไหน ผมรู้ว่าที่นี่คงไม่ได้สวยงามมากมาย หรือเป็นที่เที่ยวเลิศเลอ แต่มันไม่ได้ลดทอนความอยากไปเห็นลงเลยสักนิด

ยิ่งราวสามปีก่อน มีโอกาสติดสอยห้อยตามกรุ๊ปทัวร์เที่ยวเชียงราย และอำเภอเชียงแสน ที่ตั้งของสามเหลี่ยมทองคำ หมายมั่นปั้นมือว่าคงได้ชมกับตาคราวนั้น ปรากฏว่าสามเหลี่ยมทองคำไม่อยู่ในแผนเดินทาง รถตู้ที่นั่งพามาเที่ยว หอฝิ่น-อุทยานสามเหลี่ยมทองคำ ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง รวบรวมเรื่องราวเกี่ยวกับสามเหลี่ยมทองคำ การค้าเฮโรอีน การปลูกฝิ่น การเสพฝิ่น ในพื้นที่เมื่อครั้งอดีตเอาไว้ครบถ้วน แต่ดันวิ่งผ่านสามเหลี่ยมทองคำโดยไม่มีการแวะจอด ผมก็ได้แต่ชะเง้อแง้มองผ่านกระจก

… บอกกับตัวเองเลยว่า สักวันต้องกลับไปสามเหลี่ยมทองคำ ไปยืนตรงนั้นให้ได้

ผ่านเลยจนปลายเดือนมกรา – ต้นกุมภา ที่ผ่านมานี่แหละ ถึงได้ไปแอ่วเชียงรายอีกครั้ง ในที่สุดจึงได้ไปยืนอาบแดดที่สามเหลี่ยมทองคำสมใจ แต่ไม่ได้มุ่งตรงมาสามเหลี่ยมทองคำเพียงเท่านั้นครับ ยังมีโอกาสตะลอนเที่ยวอีกหลายส่วนของเชียงราย พบทั้งสิ่งที่ดี สิ่งที่ใช่ และสิ่งที่ไม่ชอบ ไม่ถูกใจ ซึ่งขอรวบรวมมาเล่าให้ฟังไว้ในรีวิวนี้

25 ภาพ 25 ที่ 25 เรื่องเล่านี้เป็นแค่ส่วนหนึ่งจากทั้งหมดที่ไปสัมผัสมา เพียงแต่มีความรู้สึกกับพวกมันและอยากหยิบยกมานำเสนอ

Chiang Rai 003

ทริปนี้ได้พาหานะเป็นรถยนต์เช่าจากบริษัทแห่งหนึ่งครับ บังเอิญได้มาใช้ฟรีๆ เลยไม่ขอเอ่ยชื่อรุ่นชื่อร้าน เพราะไม่มีจุดประสงค์โฆษนงโฆษณาอะไรให้พวกเขาทั้งนั้น รู้แค่เพียงรถเก๋งญี่ปุ่นเกียร์ออโต้สภาพธรรมดาสามารถพาผมตะลอนทั่วเมืองเชียงราย ขึ้นดอยแม่สลอง ดอยตุง ภูชี้ฟ้า ผาตั้ง แบบไม่มีปัญหา คลายข้อสงสัยว่ารถเก๋งเกียร์ออโต้ขับขึ้นไปเที่ยวดงดอยพวกนี้ได้หรือเปล่าก็พอแล้ว

เป็นอีกหนึ่งการเดินทางที่ประทับใจและได้ประสบการณ์มากครับ ทั้งประสบการณ์เที่ยว และประสบการณ์ขับรถ…


1

ที่นี่ที่ไหน : น้ำตกขุนกรณ์ อุทยานแห่งชาติลำน้ำกก ตำบลแม่กรณ์ อำเภอเมือง

ที่นี่ไปอย่างไร : สุดปลายทางหลวงหมายเลข 1208 หากมาจากเชียงใหม่จะอยู่ก่อนเข้าตัวเมืองเชียงราย

การเดินทางสามารถเข้าได้หลายทางเชียวล่ะ ง่ายสุดคือจากวัดร่องขุ่น หรือจากอำเภอแม่ลาวก็เลี้ยวซ้ายมาทางวัดพระธาตุจอมหมอกแก้วแล้วเลยไปอีก ส่วนจากตัวเมืองเชียงรายก็ผ่านทางสิงห์ปาร์ค เลยไปสักหน่อยจะพบทางเลี้ยวเข้าน้ำตก มีป้ายบอกเป็นระยะทั้งสามทาง

ที่นี่เป็นสถานที่เปิดหัวสำหรับทริปเชียงรายของผมครับ และต้องใช้คำว่าเปิดตัวอย่างน่าประทับใจเหลือเกิน วินาทีที่เดินมาถึงน้ำตกมันสดชื่นปลื้มปริ่มสุดๆ ปลายเดือนมกราคมยังมีน้ำไม่น้อยเลย น้ำตกสูงปรี๊ดตามข้อมูลบอกว่า 70 เมตร ละอองน้ำกระเซ็นเย็นฉ่ำสะใจ – แต่สงสารกล้องถ่ายรูปเหลือเกิน (ฮา…) ผมไปวันธรรมดาคิดว่าคนจะไม่เยอะ ที่ไหนได้ทั้งฝรั่งทั้งคนไทยมากันเรื่อยๆ ไม่ถึงกับหนาตาแต่ไม่โหวงเหวง ทุกคนตกอยู่ในอาการเดียวกับผมตอนเห็นน้ำตกครั้งแรก พยายามถ่ายยังไงก็สวยสู้สักครึ่งของจริงไม่ได้แฮะ!

แต่เดิมที่นี่เป็นเพียงวนอุทยานครับ ก่อนต่อมาจะรวมเอาสามวนอุทยานคือ น้ำตกขุนกรณ์ น้ำตกห้วยแก้ว-บ่อน้ำร้อนห้วยหมากเลี่ยม และน้ำตกโป่งพระบาท เข้าเป็นอุทยานแห่งชาติลำน้ำกก ซึ่งที่น้ำตกขุนกรณ์มีสถานะเป็นหน่วยพิทักษ์ที่ 1 ตอนที่ผมไปไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียมเข้าชม แต่ช่วงเทศกาลอุทยานฯ อาจจะเก็บนะครับ เส้นทางเดินสู่น้ำตกจัดทำไว้ชัดเจน เดินจากลานจอดรถประมาณกิโลครึ่ง อาจจะดูไกลแต่ถึงน้ำตกแล้วบอกเลยว่าคุ้มเหนื่อย

Chiang Rai 004


2

ที่นี่ที่ไหน : สิงห์ปาร์ค (เดิมชื่อไร่บุญรอด) ตำบลแม่กรณ์ อำเภอเมือง

ที่นี่ไปอย่างไร : ตั้งอยู่ริมถนนทางหลวงหมายเลข 1211 เหมือนน้ำตกแม่กรณ์คือสะดวกเดินทางหลากหลาย จากฝั่งอำเภอแม่ลาว ตัวเมือง หรือเข้าทางวัดร่องขุ่นก็ง่ายแสนง่าย

ใจจริงอยากจะพูดว่าที่นี่ช่างใจดีหนักหนาเพราะเปิดให้ชมฟรีไม่ต้องควักสตางค์สักบาท แต่พอนึกว่าชีวิตนี้ตัวเองบริโภคเบียร์สิงห์และลีโอไปเท่าไหร่ แถมยังเป็นสาวกบางกอกกล๊าส เอฟซี เข้าชมเกม ซื้อเสื้อ ซื้อของที่ระลึกควักกระเป๋าแทบฉีกทุกฤดูกาล ไอ้ครั้นจะพูดว่าเขาให้เข้าฟรีเลยกระไรอยู่ คิดว่าเขายอมขาดทุนกำไรสักเล็กน้อยคงเหมาะกว่า!

เอาล่ะ… อย่างที่ว่าครับคือที่นี่เปิดให้เที่ยวชมฟรี แถมมีรถบริการนำเที่ยวฟรีทุกวันอีกด้วย เลยเป็นอะไรที่เราไม่รู้สึกว่าเปลืองค่าใช้จ่ายไม่ว่ามาแล้วจะถูกใจหรือไม่ก็ตาม ปกติผมไม่ค่อยสนใจที่เที่ยวแบบนี้มากมายหรอกครับ แต่ด้วยความที่มีทุ่งดอกไม้สวยๆ ให้ถ่ายภาพ มีไร่ชา มีจุดชมวิว โดยภาพรวมถือว่าโอเคนะกับการไม่เสียค่าเข้า ส่วนใครจะควักสตางค์ใช้บริการส่วนอื่นที่คิดเงิน อย่าง ร้านอาหาร รีสอร์ทที่พัก กิจกรรมแอดเวนเจอร์ ก็ตามแต่สะดวกครับ สำหรับผมขออะไรที่มันฟรีพอแล้ว

Chiang Rai 005


3

ที่นี่ที่ไหน : วัดร่องขุ่น ตำบลป่าอ้อดอนชัย อำเภอเมือง

ที่นี่ไปอย่างไร : อยู่แทบจะริมถนนพหลโยธิน กม. ที่ 816 เลี้ยวเข้าซอยมาเพียงเล็กน้อย

แทบจะเป็นแลนด์มาร์คของเชียงรายไปเรียบร้อย ถ้าใครไม่มาวัดร่องขุ่นเหมือนมาไม่ถึงเมืองเชียงรายครับ ซึ่งก็ถูกต้องใช่เลยเพราะวัดอยู่ในอำเภอเมือง ไม่เข้าอำเภอเมืองมันก็ไม่ถึงตัวเมืองน่ะสิ (ฮา…) ผมเคยมาเที่ยวและได้ภาพถูกใจไปเป็นสต็อกเรียบร้อย แต่คิดไปคิดมาก็อดกลับไปอีกรอบไม่ได้ อย่างน้อยเพื่ออัพเดตภาพยอดฉัตรพระวิหารที่หักลงมาจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวปีก่อน มาคราวนี้นักท่องเที่ยวยังเยอะเหมือนโดยเฉพาะทัวร์จีนที่เยอะจริงๆ กลับมาเห็นข่าว อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ แกโวยทัวร์จีนก็ไม่แปลกใจเลย

สำหรับคนที่มาเที่ยวเชียงรายครั้งแรกหรือยังไม่เคยมาวัดร่องขุ่น แวะมาเที่ยวสักครั้งไม่เสียหายครับ ศิลปะภายในวัดสวยงามสมกับผลงานของศิลปินแห่งชาติ

Chiang Rai 006


4

ที่นี่ที่ไหน : วัดห้วยปลากั้ง ตำบลริมกก อำเภอเมือง

ที่นี่ไปอย่างไร : จากตัวเมืองเชียงรายไปทางเหนือ ใช้ถนนพหลโยธินข้ามแม่น้ำกก พอลงจากสะพานแล้วชิดซ้ายเลี้ยวเข้าซอยสี่แยกไฟแดงได้เลย จากนั้นมีป้ายบอกทางไปวัดตลอดไม่หลงแน่นอน วัดเข้าไปจากถนนพหลโยธินประมาณ 6 กิโลเมตร ที่จอดรถสะดวกสบาย

ใครอยากหาคำจำกัดความของคำว่า “พุทธพาณิชย์” ลองมาที่นี่จะได้คำตอบนั้น…

สารภาพว่าผมไม่รู้เรื่องราวและไม่รู้จักวัดนี้มาก่อนเลยครับ แค่เห็นจากภาพถ่ายพระเจดีย์ในเน็ทเนี่ยแหละ รู้สึกว่าสวยดีเลยแวะมาเพื่อถ่ายภาพบ้าง เรื่องภาพถ่ายผมได้กลับไปแบบสวยสมใจ แต่ที่ไม่สมใจคือสิ่งที่วัดนี้เป็น… เอ่อ… พุทธพาณิชย์นั่นแหละ เป็นวัดที่มีตู้บริจาคเยอะที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา ทั้งยังมีหลายเรื่องคาใจ ซึ่งเพื่อความไม่ขัดแย้งกับผู้เคารพศรัทธา ผมคงขออนุญาตละไว้ไม่พูดถึงแล้วกัน

คนที่ศรัทธาในวัด ในเจ้าอาวาส ในเจ้าแม่กวนอิม ผมไม่ได้มีเจตนาลบหลู่ดูหมิ่นนะครับ แต่สำหรับผมคงไม่หวนกลับไปแล้วล่ะ ขอใช้คำว่าเราคิดเห็นต่างกัน และส่วนคนที่ต้องการมาถ่ายภาพ ถึงอย่างไรที่นี่ยังคงมีความสวยงามน่าสนใจครับ

Chiang Rai 007


5

ที่นี่ที่ไหน : บ่อน้ำร้อนห้วยหมากเลี่ยม อุทยานแห่งชาติลำน้ำกก ตำบลดอยฮาง อำเภอเมือง

ที่นี่ไปอย่างไร : ห่างจากเมืองเชียงรายประมาณ 25 กิโลเมตร ไปทางทิศตะวันตก จากตัวเมืองใช้เส้นทางเลียบแม่น้ำกกไปทางหาดเชียงราย ไร่แม่ฟ้าหลวง มุ่งหน้าหน้าไปบ้านผาเสริฐ จะพบที่ทำการอุทยานฯ อยู่เลยจากบ่อน้ำร้อนบ้านผาเสริฐ ประมาณ 1 กิโลเมตร หรือจะใช้เส้นทางเลียบแม่น้ำกกฝั่งวัดห้วยปลากั้ง ไปทางบ้านกะเหรี่ยงรวมมิตร ก็จะมีสะพานข้ามแม่น้ำกลับมาฝั่งที่ทำการอุทยานฯ เช่นกัน

ย้อนกลับไปอ่านข้อแรกสักนิด อุทยานแห่งชาติลำน้ำกกเกิดจากการรวมสามวนอุทยานเข้าด้วยกัน หนึ่งในนั้นคือวนอุทยานน้ำตกห้วยแก้ว-บ่อน้ำร้อนห้วยหมากเลี่ยม ซึ่งปัจจุบันบริเวณบ่อน้ำร้อนนั่นแหละคือที่ทำการอุทยานฯ

ในความรู้สึกของคนต้องการมาเที่ยวแบบสนุกสนานกิจกรรมและหรือมีอะไรน่าตื่นตาตื่นใจให้ชม บริเวณที่ทำการฯ คงไม่น่าสนใจสักเท่าไหร่ แต่กับคนชอบธรรมชาติเงียบสงบ ผมว่าที่นี่มีสิ่งที่ต้องการอยู่เยอะเลยนะ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำกกช่วงที่สวยใสได้ใจ มีหาดทรายเล็กๆ หลายจุด สำหรับคนเมืองการหลุดมาอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ ผมรู้สึกว่าวิเศษมาก ไฮไลท์อีกอย่างคือความสวยของบ่อน้ำพุร้อนตามธรรมชาตินี่แหละ เป็นบ่อที่มีการปรุงแต่งน้อยมาก ดังนั้นถึงจะใช้คำว่าไม่มีอะไรแต่ผมกลับเตร็ดเตร่อยู่ที่นี่เกือบครึ่งวันเชียวล่ะ และถ้าจะมากางเต็นท์ที่นี่ก็เหมาะน่าดูเชียวครับ

Chiang Rai 008


6

ที่นี่ที่ไหน : หอนาฬิกาเชียงราย ถนนบรรพปราการ ตำบลเวียง อำเภอเมือง

ที่นี่ไปอย่างไร : อยู่ใจกลางเขตเทศบาลนครเชียงราย หากวัดจากอนุสาวรีย์พ่อขุนเม็งราย ถนนพหลโยธิน ก็เข้ามาประมาณ 1 กิโลเมตร

เพิ่งรู้ก่อนมาเชียงรายไม่กี่วันครับว่าหอนาฬิกากลางเมืองเชียงรายมีความสวยงามโดดเด่น เป็นศิลปะลักษณะเดียวกับวัดร่องขุ่น เพราะผู้ออกแบบคือ อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ นั่นเอง และทีเด็ดของหอนาฬิกาแห่งนี้ไม่ได้อยู่ที่ความสวยงามตอนกลางวันหรอกครับ เพราะตอนกลางคืนทุกวัน หนึ่งทุ่ม สองทุ่ม สามทุ่ม จะมีการฉายไฟเปลี่ยนแสงสีประกอบดนตรีเป็นเวลาประมาณสิบนาที เป็นอีกความน่าสนใจให้นักท่องเที่ยวมาชมกัน วันที่ผมไปมีผู้คนมารอชมหลายร้อยเชียวล่ะ

Chiang Rai 009


7

ที่นี่ที่ไหน : สับปะรดภูแล ตำบลนางแล อำเภอเมือง

ที่นี่ไปอย่างไร : ตำบลนางแล อยู่ทางตอนเหนือของตัวเมืองเชียงราย ถ้าเจาะจงชัดๆ ขอบอกว่าแถวบริเวณพิพิธภัณฑ์บ้านดำ ของ อ.ถวัลย์ ดัชนี นั่นแหละ

ผมเป็นคนกินเพื่ออยู่ครับ คือกินให้อิ่มมีแรงเที่ยวก็พอแล้ว เพราะไอ้นิสัยแบบนี้เลยลืมสนิทว่าที่ตำบลนางแล เป็นต้นกำเนิดของผลไม้ขึ้นชื่อสับปะรดภูแล สับปะรดลูกเล็กแค่กำปั้นสายพันธุ์ดั้งเดิมจากภูเก็ตที่นำมาปลูกในตำบลนางแล (แต่ไม่ใช่พันธุ์นางแลนะครับ) จนกลายเป็นหนึ่งในสับปะรดซึ่งอร่อยที่สุดของบ้านเรา หวานนำอมเปรี้ยวนิดหน่อย กินเท่าไหร่ก็ไม่แสบลิ้น ซึ่งผมคงพลาดแน่ๆ ถ้าไม่บังเอิญแวะมาเที่ยวพิพิธภัณฑ์บ้านดำ ตำบลนางแล พอดิบพอดี

แต่คุยกับคนขายอยู่นานสองนานแล้วก็ได้ข้อมูลเพิ่มเติมครับ การซื้อสับปะรดภูแลใช่ว่าจะได้รสชาติเหมือนกันทุกร้านนะ เขาบอกว่ารสชาติสับปะรดอาจต่างกันเพราะเจ้าของไร่ใส่ปุ๋ยและเอาใจใส่ไม่เท่ากัน บางร้านรับสับปะรดเกรดไม่ดีมากเอามาแช่น้ำเชื่อมน้ำหวานให้หวานขึ้น… แล้วร้านที่ผมได้กินเป็นสับปะรดอย่างดีหรือเปล่า บอกเลยว่าไม่รู้หรอกครับ รู้แต่ว่าโคตรอร่อย (พูดจริงๆ ไม่ได้ประชดนะนี่) เล่นเอาติดใจเลยครับ

Chiang Rai 010


8

ที่นี่ที่ไหน : หมู่บ้านห้าชนเผ่ากะเหรี่ยงคอยาว ตำบลนางแล อำเภอเมือง

ที่นี่ไปอย่างไร : จากถนนพหลโยธิน เลี้ยวเข้าทางหลวงหมายเลข 1209 ที่สามแยกบ้านเด่น ตรงไปเรื่อยๆ จนถึงโกลเด้นไพน์ รีสอร์ท จะมีป้ายบอกทางเลี้ยวซ้ายเข้าซอย เข้าไปอีกประมาณ 1 กิโลเมตร จะถึงถนนเข้าชุมชนซึ่งเป็นทางลูกรัง แต่รถยนต์สามารถใช้งานได้

เพราะมีคนแนะนำผมเลยมา พอผมมาแล้วก็ขอแนะนำต่อว่าถ้าไม่อยากเสียความรู้สึกอย่ามากันเลย! พูดให้ดูดีนี่คือชุมชนท่องเที่ยวเชิงวิถีชีวิตวัฒนธรรม แต่พูดกันตรงๆ ตามที่ผมคิดที่นี่ไม่ต่างจากสวนสัตว์สักเท่าไหร่

หมู่บ้านห้าชนเผ่ากะเหรี่ยงคอยาว… ความจริงคือกะเหรี่ยงคอยาวมีแค่ชนเผ่าเดียวเท่านั้นแหละ อีกสี่เผ่า อาข่า เย้า ล่าหู่ ปะหล่อง ไม่ได้มีวัฒนธรรมประเพณีการใส่ห่วงทองเหลืองที่คอสักหน่อย การนำคำว่าคอยาวมาใช้ก็เพื่อโปรโมตสถานที่หวังผลทางการท่องเที่ยวอย่างไม่ต้องสงสัย

จากการพูดคุยกับผู้คนในหมู่บ้านโดยตรง – ส่วนมากเป็นชาวเย้าและอาข่าที่พูดภาษาไทยได้ ที่นี่เป็นหมู่บ้านซึ่งเจ้าของที่ดินพาชาวเขาชนเผ่าต่างๆ มาอาศัยอยู่สร้างเป็นชุมชนท่องเที่ยว แบ่งโซนแต่ละเผ่าเรียงกันตามเส้นทางเดินชม ทุกคนไม่ใช่คนท้องถิ่น มีสวัสดิการให้บางส่วน รายได้หลักคือการขายสินค้าที่ระลึกกับเงินจากกิจกรรมการท่องเที่ยว วิถีที่เราเห็นในชุมชนทั้งการแต่งกาย บ้านเรือน ทุกสิ่งจัดสร้างทั้งสิ้น

ชาวไทย 200 บาท ต่างชาติ 300 บาท ในกรณีวอล์คอินเที่ยวเอง สำหรับกรุ๊ปทัวร์ผมไม่ทราบ และคิดว่าถ้าติดต่อเที่ยวแบบกรุ๊ปคงจะมีอะไรพิเศษกว่า เช่นการแสดงต้อนรับ แต่อย่างไรเถอะผมไม่คิดจะกลับไปอีกเด็ดขาด แม้ไม่อาจตัดใจลบภาพชาวกะเหรี่ยงคอยาว – และชาวเขาเผ่าอื่นๆ ที่ถ่ายเอาไว้ก็ตาม

Chiang Rai 011


9

ที่นี่ที่ไหน : ไร่ชาฉุยฟง ตำบลป่าซาง อำเภอแม่จัน

ที่นี่ไปอย่างไร : อยู่ทางขึ้นดอยแม่สลองสายเก่า ห่างจากตัวอำเภอแม่จันมาเล็กน้อย จากถนนพหลโยธินเยื้องกับโรงเรียนแม่จันวิทยาคมไม่ไกลนัก ให้เลี้ยวเข้าทางหลวงหมายเลข 1130 ตามป้ายไปดอยแม่สลอง เข้าไปอีกประมาณ 6 กิโลเมตร มีป้ายบอกทางไปไร่ตลอดทาง

ผมไม่รู้หรอกครับว่าที่นี่ถ่ายละครเรื่องอะไรบ้าง รู้แต่ว่าดังระเบิดระเบ้อ ขนาดไม่รู้ว่าที่นี่อยู่ที่ไหนผมยังเคยได้ยินชื่อเลย ดังนั้นหากผมขึ้นไปดอยแม่สลองแล้วไม่เที่ยวที่นี่สักหน่อยคงถือเป็นความผิดพลาดอะไรสักอย่างแล้วล่ะ พอไปถึงแล้วยอมรับครับว่าไม่สงสัยเลยทำไมถึงดัง วิวไร่ชาสวยนะ ภาพรวมสดชื่นโอเคเลยล่ะ ขนาดผมไปเที่ยววันธรรมดาช่วงสายๆ ยังคนเพียบเต็มไปหมด ข้างบนมีร้านอาหารบรรยากาศดีด้วย – แต่ช่วงคนเยอะดูวุ่นวายไปสักนิด ประมวลผลแล้วผมชอบมากครับ น่าเสียดายเพียงไม่มีสาวคนไหนมาเป็นแบบให้ถ่ายพอร์ตเทรตเก๋ๆ นี่แหละ คราวหน้าคราวหลังผ่านทางมาคงได้แวะเที่ยวอีก

Chiang Rai 012


10

ที่นี่ที่ไหน : ไร่ชา 101 ตำบลแม่สลองนอก อำเภอแม่ฟ้าหลวง

ที่นี่ไปอย่างไร : จากเส้นทางขึ้นดอยแม่สลองสายเก่า หรือทางหลวงหมายเลข 1130 มาตามทางขึ้นดอยเรื่อยๆ จะพบไร่ชา 101 ระหว่างทาง

พูดความจริงแบบไม่ปลิ้นปล้อนกระล่อนตอแหลเลยนะ ตอนแรกผมคิดว่าไร่ชาฉุยฟงสวยแล้ว พอมาเจอไร่ชา 101 ผมฟันธงและคอนเฟิร์มกับตัวเองเลยว่าที่นี่สวยกว่า! ด้วยเพราะตั้งอยู่บนไหล่ดอยแม่สลอง ภูมิทัศน์รวมถึงบรรยากาศอะไรหลากหลายเลยดูดีกว่าเป็นธรรมดา เท่าที่ผมสัมผัส ที่นี่ยอดเยี่ยมไม่มีอะไรให้ติติงครับ ยกเว้นเพียงซาลาเปาชาเขียวไม่เห็นอร่อยเลย สรุปคือเป็นสถานที่ที่คนมาเที่ยวดอยแม่สลองไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง จะมาเที่ยวถ่ายรูปอย่างเดียว หรือมาซื้อชานั่งจิบชา – ซาลาเปาลูกอื่นที่ไม่ใช่ลูกที่ผมกินอาจอร่อยก็ได้นะครับ (ฮา…) ล้วนตามสะดวกแล้วกัน

Chiang Rai 013


11

ที่นี่ที่ไหน : บ้านสันติคีรี ตำบลแม่สลองนอก อำเภอแม่ฟ้าหลวง

ที่นี่ไปอย่างไร : พูดถึงการเที่ยวดอยแม่สลองต้องหมายถึงหมู่บ้านสันติรี นอกจากการใช้ทางหลวงหมายเลข 1130 หรือที่เรียกว่าสายเก่า มาเชื่อมต่อกับทางหลวงหมายเลข 1234 ยังมีทางขึ้นดอยด้วยทางหลวงหมายเลข 1089 (แม่จัน-ท่าตอน) คือจากอำเภอเมืองเชียงรายไปตามถนนพหลโยธิน ก่อนถึงตัวอำเภอแม่จัน ให้เลี้ยวเข้าถนน 1089 ไปเรื่อยๆ เมื่อใกล้เข้าเขตจังหวัดเชียงใหม่จะพบป้ายบอกทางขึ้นดอยแม่สลอง หรือถ้ามาจากอำเภอฝาง เชียงใหม่ ใช้เส้นนี้ได้เลย จากข้อมูลส่วนใหญ่บอกว่าทางนี้ขึ้นง่ายกว่าสายเก่า แต่ประสบการณ์ของผมที่ขึ้นและลงทางสายเก่าขอบอกว่าไม่เห็นจะยากตรงไหนเลย

ยอมรับตามตรงครับว่าก่อนขึ้นดอยแม่สลองผมไม่ได้ค้นหาข้อมูลอะไรสักนิดเดียว คุ้นแค่ว่าที่นี่ดังเรื่องปลูกชา กระทั่งขึ้นมาถึงเท่านั้นแหละต้องร้องอ๋อว่าดอยแม่สลองเป็นชุมชนชาวจีนฮ่อหรือจีนยูนนานนั่นเอง ส่วนเหตุผลของการที่ชาวจีนยูนนานมาปักหลักทางภาคเหนือของเราได้อย่างไร กรุณาเปิดอากู๋ครับ ให้ผมเล่าเองสงสัยกระทู้ยาวยืดอีกหลายหน้า

โดยภาพรวมถึงแม้บนดอยแม่สลอง หรือหมู่บ้านสันติคีรีจะไม่มีที่เที่ยวเด่นๆ เยอะนัก แต่ผมชอบบรรยากาศทั้งหมดทั้งมวลครับ มีร้านน้ำชาเก๋ๆ สไตล์จีนอยู่เรียงรายแทบไม่ขาด เดินเข้าร้านไหนเป็นอันรินชาให้ชิมทุกร้าน ไม่รู้จุดประสงค์คือชิมเพื่อให้ซื้อหรือเปล่าแต่ผมไม่ได้ซื้อสักร้านก็ไม่เห็นเขาค้อนงอนใส่นะ (ฮา…) หนำซ้ำบางร้านยังนั่งจิบชาพูดคุยกันจนหมดเป็นเหยือกอีกแน่ะ นอกจากนี้บนดอยแม่สลองมีนางพญาเสือโคร่งให้ชมด้วยนะครับ ถึงจะไม่เยอะและเรียงรายกันเป็นกลุ่มใหญ่เหมือนสถานที่ดังๆ ในเชียงใหม่ก็ตาม

Chiang Rai 014


12

ที่นี่ที่ไหน : พระบรมธาตุเจดีย์ศรีนครินทราสฤตมหาสันติคีรี ตำบลแม่สลองนอก อำเภอแม่ฟ้าหลวง

ที่นี่ไปอย่างไร : ตั้งอยู่บนยอดสูงสุดของดอยแม่สลอง จากหมู่บ้านสันติคีรีให้ไปทางตลาดจะพบป้ายทางแยกขึ้นสู่พระเจดีย์ฯ ทางขึ้นเป็นถนนอย่างดีแต่ค่อนข้างชัน ขับระมัดระวังและอาจต้องใช้ฝีมือสักนิด

วิวสุดสวยของดอยแม่สลองอยู่บนนี้ครับ และเป็นที่เที่ยวที่ชมวิวที่ดีที่สุดของที่นี่อย่างไม่ต้องสงสัย เรียกว่าขึ้นมาดอยแม่สลองแล้วต้องมาพระเจดีย์ เพียงแค่ชื่อก็พอเข้าใจแล้วว่าพระเจดีย์แห่งนี้ต้องสร้างถวายแด่องค์สมเด็จย่า องค์พระเจดีย์มีความสวยงามทีเดียวเชียว และในตอนเช้าตรงนี้ยังเป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นด้วยครับ ผมเองมาปักหลักรออยู่วันนึง น่าเสียดายที่ดันเป็นวันเมฆเยอะฟ้าปิดสนิท คงต้องรอแก้มือโอกาสหน้า เพาะมีแววได้กลับมาเที่ยวใหม่แน่ๆ

Chiang Rai 015


13

ที่นี่ที่ไหน : วัดพระธาตุดอยตุง ตำบลห้วยตะไคร้ อำเภอแม่สาย

ที่นี่ไปอย่างไร : จากถนนพหลโยธิน เลี้ยวเข้าทางหลวงหมายเลข 1149 ตามป้ายดอยตุง โดยวัดพระธาตุดอยตุงอยู่เลยจากพระตำหนักดอยตุงไปประมาณ 10 กิโลเมตร (วัดอยู่ในเขตอำเภอแม่สาย ส่วนพระตำหนักอยู่ในเขตอำเภอแม่ฟ้าหลวง) ช่วงทางแยกขึ้นวัด 2 กิโลเมตรสุดท้าย ถนนแคบและชันควรขับระมัดระวัง ถึงวัดแล้วมีที่จอดรถด้านล่างเพื่อเดินขึ้นพระธาตุ หรือจะขับรถขึ้นไปลานด้านบนก็ได้

แรกเริ่มเดิมตั้งใจของผมเหมือนชาวบ้านนักท่องเที่ยวทั่วไปที่เดินทางไปพระธาตุดอยตุง คือเพื่อสักการะพระธาตุคู่องค์สีทองอร่ามซึ่งมีตำนานเชื่อกันว่าเป็นพระธาตุแห่งแรกที่สร้างขึ้นในดินแดนโยนกหรือล้านนาเชียวล่ะ แต่ไปๆ มาๆ สิ่งที่ผมสนใจที่สุดในวัดกลับเป็นพระประธานในพระอุโบสถ (มุมบนซ้ายในภาพ)

ดังที่เห็นครับว่าพระพุทธรูปไม่ได้มีสาวกขวาซ้ายคือพระสารีบุตรกับพระมหาโมคคัลลานะเหมือนทั่วไป และแม้เป็นพระปางปฐมเทศนาก็ไม่ได้มีเหล่าปัญจวัคคีย์นั่งฟังธรรม สอบถามกับพระอาจารย์ได้ความว่ารูปหล่อทั้งขวาและซ้ายของพระพุทธรูปคือพระอัญญาโกณฑัญญะ (จำได้หรือเปล่าว่าคือใคร?) ด้านขวาคือขณะไว้หนวดเคราตอนเป็นพราหมณ์ มือถือดวงตา หมายถึงท่านรับฟังธรรมของพระพุทธเจ้า แล้วเห็นดวงตาธรรม ส่วนทางซ้ายเมื่อปลงผมบวชเป็นภิกษุ ในมือถือธรรมจักร อันเป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องกัน

เป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่เรียนรู้ระหว่างการเดินทางท่องเที่ยวครับ

Chiang Rai 016


14

ที่นี่ที่ไหน : สวนรุกขชาติแม่ฟ้าหลวง ตำบลห้วยตะไคร้ อำเภอแม่สาย

ที่นี่ไปอย่างไร : ต้องทำความเข้าใจว่าที่นี่คือสวนรุกชาติแม่ฟ้าหลวง หรือสวนกุหลาบพันปี ไม่ใช่สวนแม่ฟ้าหลวงที่อยู่บริเวณพระตำหนักดอยตุง สวนแห่งนี้อยู่เลยจากแยกขึ้นวัดพระธาตุดอยตุงประมาณ 2 กิโลเมตร ขับรถไปถึงสะดวกสบาย

ใครที่คิดว่าสวนแม่ฟ้าหลวงตรงพระตำหนักดอยตุงสวยสดชื่นแล้ว แนะนำว่าพอขึ้นมาที่สวนรุกขชาติแม่ฟ้าหลวงแล้วจะต้องกลืนน้ำลาย เพราะที่นี่สวยกว่าอีกหลายเท่าตัว พรรณไม้ต่างๆ ก็งอกงามเปล่งปลั่งกว่าอีกเท่าตัว ชื่อเล่นของสวนแห่งนี้คือสวนกุหลาบพันปี ไม้เด่นเลยต้องเป็นกุหลาบพันปีซึ่งมีหลากสีสัน ที่นี่เป็นแบบพันธุ์ลูกผสมเสียส่วนมากเพราะเขาพยายามตัดแต่งสายพันธุ์ขึ้นใหม่เพิ่มเติม แต่ของต้นฉบับก็มีให้ชมเช่นกันนะ พื้นที่โดยรวมกว้างใหญ่มาก ผมมีเวลาจำกัดด้วยไปถึงเกือบเย็นแล้วเลยเสียดายว่าเดินชมได้ไม่ทั่ว

บริเวณที่ตั้งของสวนรุกชาติคือเทือกเขาต่อเนื่องจากดอยตุงนั่นแหละ อยู่ในส่วนที่เรียกว่าดอยนางนอน หรือดอยช้างมูบ เพราะมีพระธาตุองค์ขนาดเล็กองค์หนึ่งสร้างอยู่บนหินลักษณะคล้ายช้างกำลังนอนหมอบ เที่ยวสวนแล้วก็เดินไปสักการะพระธาตุกันได้ด้วย

Chiang Rai 017


15

ที่นี่ที่ไหน : ฐานปฏิบัติการดอยช้างมูบ ตำบลห้วยตะไคร้ อำเภอแม่สาย

ที่นี่ไปอย่างไร : อยู่เลยจากสวนรุกขชาติแม่ฟ้าหลวงประมาณ 800 เมตร ที่จริงทั้งวัดพระธาตุดอยตุง สวนรุกขชาติแม่ฟ้าหลวง และฐานฯ ดอยช้างมูบ สามารถขึ้นมาจากปลายชายแดนอำเภอแม่สายก็ได้ เพราะทางหลวงหมายเลข 1149 เป็นเส้นทางเชื่อมต่อ บ้านแม่ไคร้-แม่สาย แต่ไม่แนะนำสำหรับคนไม่เคยใช้งาน เพราะเป็นถนนแคบคดเคี้ยวเลียบพรมแดนไทย-พม่า

สิ่งแรกที่คิดเมื่อมายืนชมวิวชายแดนไทย-พม่า คือ… นี่เรากั้นพรมแดนกันด้วยรั้วไม้ไผ่แบบนี้น่ะหรือ! อย่างที่เห็นนั่นแหละครับ พรมแดนสองประเทศกั้นด้วยรั้วเล็กๆ กระโดดข้ามรั้วก็เป็นอีกประเทศทันที

ฐานปฏิบัติการฯ แห่งนี้อยู่ภายใต้การดูแลของกองร้อยทหารม้าที่ 2 หน่วยเฉพาะกิจ กรมทหารม้าที่ 2 ซึ่งมีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนอำเภอแม่สาย ขณะที่ทหารพม่าเขามีฐานที่มั่นรักษาชายแดนเหมือนกัน มองเห็นอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล ตรงนี้ทางทหารเขาใจดีจัดทำจุดชมวิวให้นักท่องเที่ยวขึ้นมาชมแบบสบายๆ แต่โชคร้ายไปนิดคือผมไปในวันฟ้าปิด หมอกเยอะทั้งหมอกธรรมชาติและหมอกควันซึ่งเกิดจากการเผาป่าเตรียมทำไร่ของชาวเขาทั้งพม่าและไทย ปกติเริ่มเผากันประมาณเดือนกุมภาพันธ์จนถึงหน้าแล้งครับ สอบถามจากไกด์ทัวร์จีนที่บังเอิญมาถึงพร้อมกัน เขาบอกว่าวิวสวยสุดคือพฤศจิกายน-ธันวาคม นอกจากเห็นด้านพม่าแล้ว หันกลับมามองอีกฝังจะเห็นไกลถึงแม่น้ำโขงเลยทีเดียว

Chiang Rai 018


16

ที่นี่ที่ไหน : ถ้ำเสาหินพญานาค ตำบลโป่งงาม อำเภอแม่สาย

ที่นี่ไปอย่างไร : จากถนนพหลโยธิน ก่อนเข้าตัวอำเภอแม่สาย ตรงบริเวณด่านตรวจของเจ้าหน้าที่จะมีซอยเลี้ยวเข้าสู่ถ้ำเสาหินพญานาค มีป้ายสูงใหญ่อยู่ข้างหน้าตัวเบ้อเร่อ เข้าไปประมาณ 1 กิโลเมตร สามารถหาที่จอดรถริมบึงน้ำ แล้วเดินข้ามสะพานไปจะพบทางเข้าถ้ำ

อำเภอแม่สายมีถ้ำเยอะมาก และถ้ำเสาหินพญานาคเป็นหนึ่งในถ้ำที่เที่ยวค่อนข้างง่าย สวยงามพอสมควร การเดินชมไม่ลำบากเกินไปเพราะถ้ำมีปล่องให้แสงผ่านเข้ามา แต่พกไฟฉายไปสักหน่อยก็ดีนะเพราะจุดที่เกือบมืดสนิทก็มีเหมือนกัน แถมมีบันไดต้องไต่ขึ้นไปด้วย ชื่อถ้ำว่าเสาหินก็บอกแล้วว่ามีจุดเด่นคือเสาหิน หินงอกกับหินย้อยมาบรรจบกันกลายเป็นเสา แม้จะเป็นถ้ำเล็กๆ แต่ผมว่าคุ้มค่ากับการมาครับ ส่วนบึงน้ำตรงปากถ้ำเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจและให้อาหารปลาที่รื่นรมย์ชื่นใจไม่น้อย

Chiang Rai 019


17

ที่นี่ที่ไหน : วัดถ้ำปลา ตำบลโป่งงาม อำเภอแม่สาย

ที่นี่ไปอย่างไร : อยู่ใกล้กับถ้ำเสาหินพญานาค ห่างกันแค่ประมาณ 1 กิโลเมตร สามารถเข้าจากถนนพหลโยธินซึ่งมีป้ายบอกตัวใหญ่มาก หรือจะลัดเข้าซอยจากถ้ำเสาหินพญานาคก็ได้

ภายในวัดถ้ำปลามีจุดให้เที่ยวพอสมควรเลยล่ะ ตอนแรกผมคิดว่าจะแวะเข้าไปสักชั่วโมง สุดท้ายต้องบวกเวลาเพิ่มเข้าไปอีกสามเท่า เพราะเมื่อไปแล้วก็อยากเที่ยวให้ทั่ว ขอเตือนนิดว่าพื้นที่ในวัดเต็มไปด้วยฝูงลิงป่า อย่าพกอาหารเข้าไปเด็ดขาดล่ะถ้าไม่อยากโดยฉก

ตัวถ้ำหลักๆ มีสามแห่ง ถ้ำปลาคือบ่อน้ำใหญ่ซึ่งน้ำจากลำห้วยธรรมชาติไหลผ่านมาตามโถงถ้ำใต้ภูเขา มีฝูงหลากแหวกว่ายซึ่งเท่าที่ดูมีทั้งปลาธรรมชาติและปลาปล่อยคือพวกปลาคาร์พอะไรเทือกนั้น ต่อมาคือถ้ำเปลวปล่องฟ้า อยู่สูงขึ้นไปบนภูเขามีทางเดินขึ้นใกล้กับบ่อน้ำ ความสูงประมาณ 100 เมตร แต่ชันทีเดียวเชียว ถ้ำนี้เป็นถ้ำโปร่งและสั้น มีปล่องแสงใหญ่ ผมชอบที่สุดตรงทางเข้าถ้ำดูลึกลับดี ส่วนใกล้กับพระเจดีย์คือถ้ำกู่แก้ว เป็นถ้ำยาว 500 เมตร มืดสนิท ผมพกไฟฉายอันเดียวเข้าไปทั้งคลานทั้งมุดได้สักประมาณ 100 เมตร ก็ขอถอดใจพอแล้วล่ะ รวมแล้วเป็นสถานที่เที่ยวกึ่งธรรมชาติกึ่งผจญภัยที่น่าสนใจดีครับ

Chiang Rai 020


18

ที่นี่ที่ไหน : ถ้ำหลวง วนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน ตำบลโป่งผา อำเภอแม่สาย

ที่นี่ไปอย่างไร : จากถนนพหลโยธิน กม. ที่ 883 มีป้ายบอกทางเลี้ยวเข้าวนอุทยานฯ ตามทางไปประมาณ 2 กิโลเมตร จะพบขุนน้ำนางนอน ใกล้กันมีทางแยกไปถ้ำหลวง ระยะทางอีก 2 กิโลเมตร

ชื่อคู่กันคือถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน แต่ผมให้น้ำหนักกับถ้ำหลวงมากกว่า เพราะขุนน้ำนางนอนมีลักษณะคล้ายสวนป่าสำหรับพักผ่อนหย่อนใจเสียมากกว่า มีคนมานั่งกินเบียร์กินเหล้าเล่นน้ำ ขณะที่ถ้ำหลวงคือความอลังการแห่งธรรมชาติของแท้ แค่ชื่อคำว่าหลวงก็บอกอยู่แล้ว เพราะหลวงในภาษาเหนือหมายถึงใหญ่โต

ตามข้อมูลมีการวัดความยาวถ้ำหลวงไว้ 7 กิโลเมตร จากนั้นเป็นความลึกลับเพราะวัดไม่ได้แล้ว เชื่อกันว่านี่คือถ้ำซึ่งยาวที่สุดในประเทศไทย เคยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติคู่หนึ่งหลงทางอยู่ในถ้ำ เจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลาสามวันกว่าจะหาตัวเจอ เส้นทางการชมถ้ำมืดสนิทต้องใช้ตะเกียงหรือไฟฉาย มีทางเดินชัดเจนให้เที่ยวชมประมาณ 800 เมตร ภายในค่อนข้างอันตรายครับเพราะมีน้ำหยดและไหลผ่านทำให้ค่อนข้างลื่น ผมไปคนเดียวเลยได้แค่โฉบผ่าน เข้าไปได้ไม่ไกล คิดถึงเรื่องราวของฝรั่งหลงทางก็ขอถอยดีกว่า (ฮา…) เกิดลื่นล้มอุบัติเหตุ ไฟฉายแตก หรือหล่นหาย คงจะยุ่งแน่

อยากเที่ยวสนุกๆ ต้องติดต่อขอเจ้าหน้าที่นำทางกับวนอุทยานฯ ไว้ล่วงหน้า แล้วเข้าไปกันเป็นกลุ่มน่าจะเจ๋งดีครับ

Chiang Rai 021


19

ที่นี่ที่ไหน : วัดพระธาตุดอยเวา ตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย

ที่นี่ไปอย่างไร : สุดเขตแคว้นแดนไทย เหนือสุดแดนสยามที่ตลาดแม่สาย ก่อนถึงด่านชายแดนข้ามไปเมืองท่าขี้เหล็กของพม่าไม่เท่าไหร่จะมีป้ายบอกทางเลี้ยวซ้ายขึ้นวัด ซอยทางขึ้นเป็นตลาดร้านค้า เราขับรถผ่านเข้าไปได้เลย หากเลยซอยนี้ไปต้องไปกลับรถใต้สะพานแล้ววนกลับมาใหม่

เป็นวัดที่เหนื่อยมากครับ… เหนื่อยกับการขับรถเนี่ยแหละ! คือไม่ได้ยากเย็นหรอกนะแต่เพราะผมดันหลงทางหาซอยทางเข้าวัดไม่เจอ วนรถไปวนรถมาในตัวตลาดซึ่งผู้คนพลุกพล่านสุดชีวิต เรื่องน่าตำหนิคือป้ายบอกทางขึ้นวัดนั้นเล็กมาก อันนี้ขอเตือนเลย

แต่ยังไงก็เถอะ ไปแม่สายแล้วต้องขึ้นวัดพระธาตุดอยเวา วัดแห่งนี้ค่อนข้างสวยงามมาก องค์พระธาตุดอยเวาสวยอร่ามเช่นกัน ทว่าสิ่งที่น่าสนใจที่สุดคงหนีไม่พ้นการเป็นจุดชมวิวชายแดนไทย-พม่า แม่สาย-ท่าขี้เหล็ก มันไม่ใช่วิวเลิศเลอหรอกครับ แต่ต่างประเทศก็คือต่างประเทศ วิวพรมแดนยังให้บรรยากาศน่าค้นหาและกระตุ้นความอยากว่าสักวันน่าจะลองข้ามไปเที่ยวบ้านเขาดูบ้าง

ว่าแต่ตึกทั้งนั้น… ใครรู้ว่าว่าจะแยกพม่ากับไทยตรงไหนเอ่ย?

Chiang Rai 022


20

ที่นี่ที่ไหน : สามเหลี่ยมทองคำ ตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน

ที่นี่ไปอย่างไร : ริมทางหลวงหมายเลข 2190 ห่างจากตัวอำเภอเชียงแสนประมาณ 10 กิโลเมตร

หลังจากนั่งรถผ่านมาและผ่านไปครั้งกระโน้นเมื่อสักสามปีก่อน ในที่สุดก็ได้มาเหยียบย่ำชมวิวสามเหลี่ยมทองคำสมใจ บอกจากใจเลยว่าในแง่ของการเป็นจุดชมวิวที่นี่ไม่มีอะไรสวยนักหรอก แต่เพราะอีกฝั่งคือพม่า อีกฝั่งคือลาว และฝั่งเราคือไทย เขตแดนแบ่งชาติที่มนุษย์สร้างขึ้นนี่เองทำให้บริเวณนี้เกิดความน่าสนใจขึ้นมา และโดยเฉพาะผมเป็นคนหลงใหลเรื่องราวของแม่น้ำโขงอยู่แล้ว จุดนี้จึงเพิ่มความพิเศษขึ้นมาอีก แค่วิวดูแสนจะธรรมดาๆ ตรงนี้ผมบ้ายืนถ่ายรูปอยู่ครึ่งค่อนชั่วโมง รอเรือลำโน้นลำนี้แล่นผ่านมาเป็นพร็อพประกอบ ถ้ามากันหลายคนแนะนำให้ลองล่องเรือเที่ยวดูครับ คงได้อรรถรสอีกบรรยากาศ

บริเวณสามเหลี่ยมทองคำ นอกจากชมวิวแล้วเป็นที่ประดิษฐานสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพียบ ยกมือไหว้กันไม่หวาดไม่ไหว ในบริเวณใกล้กันมีพิพิธภัณฑ์ฝิ่น (คนละแห่งกับหอฝิ่น อุทยานสามเหลี่ยมทองคำ ของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง) เป็นพิพิธภัณฑ์เอกชนขนาดเล็ก มีค่าเข้าชม 50 บาท แต่เรื่องราวด้านในจะทำให้เราเที่ยวสามเหลี่ยมทองคำสนุกสนานมากขึ้นครับ

Chiang Rai 023


21

ที่นี่ที่ไหน : วัดเจดีย์หลวง ตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน

ที่นี่ไปอย่างไร : อยู่ภายในเทศบาลตำบลเวียงเชียงแสน และภายในกำแพงเมืองเชียงแสน ติดกับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงแสน ห่างจากที่ว่าการอำเภอฯ ไม่ถึง 1 กิโลเมตร

อย่างที่บอกครับว่าหลวงแปลว่าใหญ่ เจดีย์หลวงจึงคือเจดีย์ใหญ่ เพราะเป็นเจดีย์ใหญ่ที่สุดในเชียงแสนแล้วล่ะ หากใครไม่รู้ต้องบอกก่อนว่าเชียงแสนเป็นเมืองเก่าแก่ มีการบันทึกถึงเชียงแสนมาตั้งแต่ก่อนสถาปนาอาณาจักรล้านนา และช่วงล้านนายิ่งใหญ่ยุคแรก เชียงแสนยังเป็นหนึ่งในหัวเมืองสำคัญ ปกครองโดยผู้สืบเชื้อสายของพญามังราย ปฐมกษัตริย์ล้านนา

ในส่วนวัดเจดีย์หลวงเป็นโบราณสถานสำคัญ ถือเป็นศูนย์กลางการเที่ยวชมโบราณสถานของอำเภอด้วย โชคไม่ดีครับว่าไปเที่ยวคราวนี้ทางวัดกำลังบูรณะพระวิหาร แต่มองแง่บวกคือการได้ภาพแบบแปลกประหลาดมาเก็บไว้ (ฮา…) คิดว่าพระวิหารสร้างเสร็จแล้วคงงดงามน่าดูชม ที่ต้องบูรณะใหม่ทั้งหมดอย่าไปว่าเขาเลย ผมเคยมาที่นี่แล้วและพระวิหารก็ทรุดโทรมมากจริงๆ แถมตอนแผ่นดินไหวคงได้รับผลกระทบอีกไม่น้อย

Chiang Rai 024


22

ที่นี่ที่ไหน : วัดพระธาตุผาเงา ตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน

ที่นี่ไปอย่างไร : จากตัวอำเภอเชียงแสน ใช้ทางหลวงหมายเลข 1129 เลียบแม่น้ำโขงไปทางทิศใต้ประมาณ 4 กิโลเมตร จะถึงวัดตั้งอยู่ริมถนน มองเห็นพระเจดีย์องค์ใหญ่อยู่บนยอดเขาแต่ไกล สามารถขับรถขึ้นถึงด้านบน

ผมรู้มาก่อนแหละว่าวัดพระธาตุผาเงามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์น่าสนใจคือพระธาตุผาเงา ซึ่งเป็นพระเจดีย์สร้างอยู่บนก้อนหินใหญ่ และมีพระพุทธรูปโบราณคือหลวงพ่อผาเงา เป็นที่เคารพศรัทธาของคนเชียงแสน แต่ที่ไม่รู้เลยคือที่นี่มีจุดชมวิวแม่น้ำโขงและฝั่งประเทศลาวสวยมากๆ อยู่ด้านบนยอดเขา มีการสร้างพระเจดีย์องค์ใหญ่งามตระหง่าน และจัดทำลานพักผ่อนชมทิวทัศน์ไว้อย่างดี ขอบอกว่ามาเชียงแสนแล้วห้ามพลาดครับ สวยและเที่ยวง่าย

คำว่าผาเงา ตามข้อมูลบอกว่ามาจากเงาของก้อนหินพระธาตุนั่นเอง เผื่อใครมองหาพระธาตุไม่เจอ ขอชี้เป้าบอกให้ว่าอยู่ด้านหลังวิหารที่ประดิษฐานหลวงพ่อผาเงา และอยู่ข้างล่างนะครับไม่ใช่ด้านบนพระเจดีย์ใหญ่

Chiang Rai 025


23

ที่นี่ที่ไหน : ภูชี้ฟ้า วนอุทยานภูชี้ฟ้า ตำบลตับเต่า อำเภอเทิง

ที่นี่ไปอย่างไร : การขึ้นภูชี้ฟ้านิยมใช้กันสองทาง คือจากอำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย และจากอำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา ผมเลือกขึ้นทางอำเภอเทิง (ทางหลวงหมายเลข 1021 ต่อ 1155 ไปบรรจบกับ 1093) เพราะเป็นเส้นทางสั้นและสะดวกที่สุด จากตัวอำเภอถึงยอดภูประมาณ 50 กิโลเมตร เส้นนี้มีความชันกว่าขึ้นจากอำเภอเชียงคำ (ด้วยทางหลวงหมายเลข 1093) แต่รถยนต์เกียร์ออโต้ธรรมดาขึ้นไหวแน่นอน เพียงทว่ามีคำเตือนสำคัญคือระหว่างทางบริเวณบ้านแผ่นดินทอง จะมีป้ายทั้งบอกว่าเลี้ยวขวาหรือตรงไปต่างขึ้นภูชี้ฟ้าเหมือนกัน ซึ่งเราห้ามเลี้ยวขวาเด็ดขาด เพราะเป็นเส้นทางเหมาะสำหรับรถโฟร์วีลเท่านั้น

ผมสงสัยมาตลอดก่อนหน้านี้ว่าภูชี้ฟ้าไม่ใช่อุทยานแห่งชาติหรืออะไรเทือกนั้นหรอกหรือ มาปรากฏคำตอบตอนเที่ยวเองว่าที่นี่เป็นวนอุทยาน คือพื้นที่เล็กกว่าอุทยานฯ แต่อยู่ในความดูแลของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ เช่นกัน ส่วนที่กำหนดเป็นเขตวนอุทยานคือบริเวณยอดภูทั้งหมด โดยภูและเทือกเขาแห่งนี้เป็นเส้นกำหนดเขตแดนไทย-ลาว ขึ้นยอดภูแล้วมองออกไปคือแผ่นดินลาวทั้งนั้น หลายปีก่อนมีนักท่องเที่ยวประสบอุบัติเหตุตกจากภูเสียชีวิต ต้องติดต่อทำเรื่องกันเกือบครึ่งเดือนกว่าจะนำร่างกลับมาได้

เส้นทางเดินจากลานจอดรถยอดยอดภูชี้ฟ้าไม่หนักมากราว 700 เมตร ชันพอหอมปากหอมคอ ตลอดทางเด็กผู้หญิงชาวม้งจะแต่งตัวมาร้องเพลง “โผะเอาแคเหราะมาฝาก” เรียกแขก ยกกล้องมาลั่นชัตเตอร์ปุ๊บก็หยอดกล่องตามระเบียบ ส่วนพวกเด็กผู้ชายจะหาสตางค์ด้วยการเป็นไกด์นำเที่ยว (ที่จริงไม่จำเป็นต้องมี เราก็เที่ยวได้อยู่แล้ว) ว่ากันตามสินน้ำใจครับ เด็กเหล่านี้มาจากบ้านเซ็งเม้ง หมู่บ้านชาวม้งที่อยู่ข้างล่างลงไป 10 กิโลเมตร ตอนขับรถขึ้นมาเราก็ผ่าน

พื้นที่บนยอดภูเป็นบริเวณกว้างพอสมควร ผมเตร็ดเตร่เก็บภาพไปทั่วล่ะครับ วันแรกที่ไปถึงผมขึ้นสองครั้ง คือขึ้นช่วงสายลงมาตอนต้นบ่าย อีกครั้งคือตอนเย็นย่ำเพื่อถ่ายภาพพระอาทิตย์ตก เป็นวิวทางฝั่งบ้านเรา

Chiang Rai 026


24

ที่นี่ที่ไหน : ภูชี้ฟ้า (ย่ำรุ่ง) วนอุทยานภูชี้ฟ้า ตำบลตับเต่า อำเภอเทิง

ที่นี่ไปอย่างไร : ก็เหมือนข้อที่แล้วนั่นแหละ!

มาภูชี้ฟ้าก็ต้องห้ามพลาดการชมพระอาทิตย์ขึ้น จากภูมิประเทศก็เดาออกครับว่าดวงอาทิตย์จะโผล่เหนือขอบฟ้าทางฝั่งประเทศลาวแน่นอน ด้วยเพราะเลยมาถึงต้นกุมภาพันธ์ ผมไม่คิดหวังจะเห็นทะเลหมอกหรอกครับ ซึ่งถือว่าโชคดีมากเพราะยังพอมีหมอกให้เห็นอยู่บ้างถึงจะไม่ได้มากมายก็ตาม ทว่าในโชคดีมีโชคร้ายในร้ายก็มีดีประมาณนั้นคือดันเป็นวันที่พระอาทิตย์ขึ้นไม่สวย หลบอยู่หลังเมฆก้อนใหญ่มหึมา แสงเช้าเลยไม่แจ่มแหล่มเท่าไหร่ คงต้องเอาไว้มาใหม่งวดหน้า เพราะบอกคำเดียวว่าที่นี่ต้องมีซ้ำสำหรับผมครับ

ในภาพรวมผิดจากที่ผมคิดไว้ตอนแรกมากคือ ภูชี้ฟ้าไม่ใช่เพียงสถานที่เที่ยวที่เข้าถึงไม่ยาก กลับเป็นที่เข้าถึงได้ง่ายมากด้วยซ้ำ เพราะความไม่ยากนี่แหละนักผจญภัยหลายคนก็เลยไม่ชอบ มันไม่ท้าทาย แต่สำหรับนักท่องเที่ยวธรรมดาสามัญ สมแล้วล่ะครับที่นี่คือหนึ่งในสถานที่ขึ้นชื่อที่สุดของเชียงราย

Chiang Rai 027


25

ที่นี่ที่ไหน : ดอยผาตั้ง ตำบลปอ อำเภอเวียงแก่น

ที่นี่ไปอย่างไร : อยู่ทางตอนเหนือของภูชี้ฟ้า ห่างออกไปประมาณ 20 กิโลเมตร ในเขตอำเภอเวียงแก่น จากภูชี้ฟ้า-ผาตั้ง มีถนนลาดยางเชื่อมถึงกันค่อนข้างสะดวก รถยนต์เล็กวิ่งได้สบาย

คุยกับเจ้าของร้านขายของด้านล่างที่ลานจอดรถก่อนขึ้นยอดดอย เขาเล่าว่ามีหลายคนบอกเขาว่าที่นี่วิวสวยกว่าภูชี้ฟ้า พอลงมาผมเลยบอกเขาไปว่าให้เพิ่มจำนวนคนที่คิดแบบนั้นเข้าไปด้วยอีกคน! เพราะที่นี่สวยมาก สวยจนไม่รู้จะใช้คำอะไรมาบรรยายเชียวล่ะ โดยเฉพาะคนที่ชอบแม่น้ำโขงเอามากๆ แบบผม (บอกไปแล้วนี่นะ)

วิวดอยผาตั้งเลื่องชื่อที่สุดคือยามเช้าที่เราจะเห็นทะเลหมอกปกคลุมแม่น้ำโขงและแผ่นดินประเทศลาว ผมยอมรับว่าสักวันคงหาโอกาสขึ้นมาชมทะเลหมอกแบบนั้น แต่ในครั้งแรกนี้ภาพแม่น้ำโขงที่ไหลเลาะผ่านแนวเทือกเขาทอดตัวยาวไกลตอนฟ้าใสเห็นแจ่มแจ้งชัดเจนเป็นอะไรที่มีค่าสำหรับผมมากกว่า วิวที่เห็นสมใจผมสุดๆ เป็นสถานที่สุดท้ายของเชียงรายทริปนี้ซึ่งผมได้เก็บภาพพร้อมกับความประทับใจแทบทะลักทรวง

จุดชมวิวบนดอยผาตั้งไล่เรียงกันไปหลายจุด โดดเด่นที่สุดคือเนิน 102 กับเนิน 103 ระยะทางจากจุดเริ่มต้นคือ 450 เมตร กับ 950 เมตร พยายามเดินให้ถึงอย่าท้อใจเสียก่อน ทิวทัศน์แม่น้ำโขงตรงนี้พิเศษกว่าที่อื่นเพราะตัวแม่น้ำไม่ได้เป็นเขตแดนไทย-ลาว แต่เป็นแม่น้ำโขงซึ่งฝังตัวอยู่ในเขตแดนลาวล้วนๆ เพียงพ้นจากหน้าผาที่เรายืนก็คือลาว ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น… เปิดอากู๋พิมพ์คำว่า “เสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง” จะทราบที่มาที่ไปครับ – แต่ผมแนะนำให้อ่านข้อมูลที่ไม่ชาตินิยมเกินไปและนำเสนออย่างถูกต้องนะ เพราะเบื่อแล้วกับคำพูดว่าประเทศลาวเคยเป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทยมาก่อน

แม่น้ำโขงในมุมมองจากผาตั้งเป็นแม่น้ำโขงที่เราจับต้องไม่ได้ นั่นแหละมันจึงเป็นวิวที่สุดแสนพิเศษเหลือเกิน

Chiang Rai 028


นั่นแหละครับ 25 ภาพ 25 ที่ 25 เรื่อง กับเชียงราย จังหวัดชายแดนสามแผ่นดิน

แต่นอกจากที่เที่ยวที่ว่ามาแล้ว ยังเก็บเกี่ยวประสบการณ์เดินทางได้อีกเพียบครับ อันดับแรกคือรู้ว่าเส้นทางของเชียงรายเป็นอย่างไร นอกจากชายแดนฝั่งอำเภอเมือง อำเภอแม่สาย หรืออีกนัยคือชายแดนพม่า ซึ่งยังเป็นพื้นที่สีเทามีปัญหาเรื่องยาเสพติด ถนนที่เหลือทั้งหมดของจังหวัดใช้งานได้ดี ส่วนฝั่งชายแดนประเทศลาวนั้นสบายใจหายห่วงอยู่แล้ว

ที่พักราคาประหยัดในเชียงรายหาได้แสนง่าย โดยเฉพาะเส้นถนนพหลโยธิน ผมนอนเชียงรายทั้งหมดสิบคืน เจอค่าที่พัก 500 บาท แค่สองคืนบนดอยแม่สลองกับภูชี้ฟ้า มี 400 บาท คืนนึงที่อำเภอเทิง นอกนั้นคืนละ 350 บาททั้งหมด

ในตัวเมืองเชียงราย มีร้านมอเตอร์ไซค์ให้เช่า ฝรั่งเช่าขี่เที่ยวกันเพียบ แต่จะมีมัดจัดประมาณ 2,000 – 3,000 บาท คราวหน้าสำหรับผมเมื่อไม่มีรถเก๋งฟรี ก็ต้องอาศัยแมงกะไซค์แหละครับ

เส้นตัวเมือง แม่จัน แม่สาย เป็นอะไรที่ค่อนข้างพลุกพล่าน แต่มีความสะดวกสบายค่อนข้างเยอะ ใครชอบความสงบมากกว่าลองเปลี่ยนมาเที่ยวเส้นเชียงแสน เชียงของ เวียงแก่น จะได้อีกบรรยากาศซึ่งผู้คนน้อย เมืองเล็กๆ เป็นกันเอง

เชียงรายมีอุทยานแห่งชาติแค่สองแห่ง ลำน้ำกก กับขุนแจ แต่มีวนอุทยานเพียบ จากข้อมูลของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ คือ 27 แห่ง ถ้าอยากเที่ยวธรรมชาติ ไม่ต้องกลัวขาดแคลน ถึงวนอุทยานจะไม่ได้ใหญ่โตและสะดวกสบายเหมือนกับอุทยานฯ ก็เถอะนะ

รับประกันครับว่าทริปเชียงรายสำหรับผม ยังต้องมีตามมาอีกหลายครั้ง เพราะตอนนี้บอกได้ว่าหลงรักเชียงรายแล้วล่ะครับ..


ติดตามเรื่องราวการท่องเที่ยวเดินทางของผมได้อีกช่องทาง
http://www.facebook.com/alifeatraveller