หลีเป๊ะบันทึก : 9 วัน 11 คืน ระเริงรื่นติดเกาะ

Lipe 000

ทริปเดินทาง : 22 เมษายน – 1 พฤษภาคม 2557

ขอบอกก่อนครับว่าทริปท่องทะเลสตูลยาวเก้าวันครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการตะลอนถ่ายภาพพร้อมเก็บข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวเพื่อนำไปใช้ในเว็บไซต์และนิตยสารฉบับหนึ่ง ซึ่งตลอดการเดินทางผมได้รับประสบการณ์มากมายจึงอยากหยิบเอาเรื่องราวสนุกๆ (มั้ง) มาบอกเล่าแบ่งปัน ด้วยเห็นว่าฤดูเที่ยวทะเลอันดามันเริ่มแล้ว และหลายคนกำลังวางแผนเที่ยวหลีเป๊ะ

ทริปนี้เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนปลายเดือนเมษายน ถือว่าเข้าสู่ปลายฤดูท่องเที่ยวหลีเป๊ะแล้วล่ะ เมฆเริ่มตั้งเค้า ฝนตกบ้างโปรายปราย ไม่เหมือนช่วงดีที่สุดคือมกราคม-มีนาคม ผมแบกเป้เดินทางตัวคนเดียวจากเมืองกรุงมุ่งลงปักษ์ใต้ด้วยรถทัวร์ มีคุณนายทางบ้านลาหยุดงานนั่งเครื่องบินตามมาสมทบเป็นเพื่อนเที่ยวด้วยกันช่วงเวลาสั้นๆ คุณนายเธอบินกลับไปทำงานต่อก่อน ส่วนผมอยู่โยงอีกสักพักจัดการภารกิจให้เสร็จสรรพแล้วจึงค่อยนั่งรถทัวร์กลับบ้าน

ก่อนจะเที่ยวหลีเป๊ะ อยากให้ทุกคนทำความรู้จักหลีเป๊ะกันก่อนครับ เพราะเชื่อว่าคนที่จะไปเที่ยวเกาะสวรรค์แห่งนี้บางคนยังไม่รู้จักมันดีสักเท่าไหร่ เช่นถ้าผมบอกว่าผมไปเที่ยวหลีเป๊ะหลายคนคงร้องอ๋อ แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นบอกว่าไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติตะรุเตา หลายคนอาจเริ่มงง แล้วพอบอกใหม่อีกว่าเที่ยวหมู่เกาะอาดัง-ราวี คราวนี้มีคนเกาหัวแกรกๆ มันคือแห่งหนใดในเมืองไทย ทำไมไม่เคยได้ยินชื่อ!

Lipe 001

จริงแล้วไม่ว่าจะ หลีเป๊ะ ตะรุเตา หรือ อาดัง-ราวี ผมก็ไปที่เดียวกันนั่นแหละ ทะเลสตูล ชายแดนไทย-มาเลเซีย ช่องแคบมะละกา หากอธิบายจากเล็กไปใหญ่คือหลีเป๊ะเป็นหนึ่งในเกาะมากมายของหมู่เกาะอาดัง-ราวี อุทยานแห่งชาติตะรุเตา ภายในอุทยานฯ ประกอบด้วยหมู่เกาะใหญ่สองกลุ่มคือ หมู่เกาะตะรุเตา กับหมู่เกาะอาดัง-ราวี แต่ แต่ แต่… โลกเราชอบมีคำว่าแต่ แต่แม้หลีเป๊ะจะอยู่ในหมู่เกาะอาดัง-ราวี ซึ่งเป็นเขตอุทยานแห่งชาติ ตัวมันเองกลับได้รับการยกเว้นให้อยู่นอกเหนืออำนาจของอุทยานฯ ดังนั้นหลีเป๊ะเลยพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวแบบรีสอร์ทและสถานบันเทิงเอกชนเหมือนที่เห็นยังไงล่ะ แตกต่างจากตะรุเตากับเกาะอื่นๆ ในอาดัง-ราวี ที่คงสภาพอุทยานแห่งชาติไว้ครบถ้วน

Lipe 002

ปกติเที่ยวหลีเป๊ะเรามักไม่จุมปุ๊กอยู่แค่บนเกาะ เพราะต้องสรรหาเวลาเที่ยวเกาะน้อยใหญ่อีกเพียบในหมู่เกาะอาดัง-ราวี กิจกรรมเด่นคือการดำน้ำ ทั้งน้ำตื้น น้ำลึก ใครเที่ยวหลีเป๊ะแล้วทำแค่นอนอาบแดดริมหาดขอบ่นว่าเสียดายแย่

บันทึกนี้ – เรียกซะหรูเชียว แค่ไดอารี่เล่าเรื่องจากการเดินทางตามประสาครับ ขอใช้วิธีเล่าแบบนี้เพื่อไม่ให้เป็นการน่าเบื่อสำหรับคนเขียน! ไม่ขอเน้นรายละเอียด ค่าใช้จ่ายแบบแจงยิบย่อย หรือประวัติข้อมูลของสถานที่มากนัก ถ้า (กรุณา) อ่านจนจบแล้วพบว่าไม่มีสาระ ก็ไม่มีจริงแหละ อย่าคิดมากน่า… นะ!


22 เม.ย. เริ่มต้นเดินทาง

หากไม่โทรศัพท์จองตั๋วรถทัวร์แล้วเลือกคลิกจองผ่านเว็บไซต์เหมือนปกติ ผมคงต้องควักตังค์ค่ารถไฟฟ้าบีทีเอสไปลงที่สถานีบางหว้าบวกกับค่าแท็กซี่สู่สถานีขนส่งสายใต้ แทนที่จะได้นั่งรถเมล์ชิลๆ ไปหมอชิต โชคดีที่เปลี่ยนใจไม่จองในเว็บแล้วเลือกโทรเข้าคอลเซ็นเตอร์ของบขส. ความจริงแค่อยากประหยัดค่าธรรมเนียมจองผ่านเว็บ 20 บาท แต่สุดท้ายจองทางคอลเซ็นเตอร์เสียค่าธรรมเนียมเท่ากันเป๊ะ เอาเถอะ… อย่างน้อยได้มาขึ้นรถที่หมอชิต

Lipe 003

ไม่ว่าผ่านมานานสักแค่ไหนบรรยากาศของหมอชิตยังคงเดิม รสชาติอาหารในศูนย์อาหารเอาไว้กินกันตายอย่างไรเหมือนเดิมเป๊ะ รถเที่ยวกรุงเทพ-ตรัง-สตูล ที่ผ่านอำเภอละงู ซึ่งเป็นอำเภอที่ตั้งของท่าเรือปากบาราใช้ข้ามไปหลีเป๊ะมีวันละเที่ยว มาตรฐาน ป.1 จ่าย 750 ได้ทอนหนึ่งบาท ออกห้าโมงครึ่งยามเย็น ผมไปถึงหมอชิตเร็วสักนิดเพื่อกินดินเนอร์ที่ศูนย์อาหารรองท้องไว้ก่อนเพราะกว่าจะพักรถคงไม่ต่ำกว่าสี่ทุ่ม

ก่อนรถออกสิบห้านาทีเดินไปชานชาลา ไม่มีที่เหลือให้เก็บสัมภาระใต้ท้องรถแฮะ คนขนของกันเยอะมากมาย พนักงานบอกเอาขึ้นไปด้วยทั้งเป้ กระเป๋ากล้อง ขาตั้งกล้อง หน้าซีดเล็กน้อย งานนี้ต้องมีนอนเมื่อยกันบ้างล่ะ


23 เม.ย. สวัสดีอันดามัน

ผมชินกับการนั่งรถทัวร์ เป็นพาหนะใช้บ่อยสุดเมื่อต้องเดินทางออกต่างจังหวัดยามไม่ได้ขับรถไปเอง (รถที่บ้าน – ตัวเองยังมิมีปัญญาผ่อนกับเขาหรอก) รองลงมาคือรถไฟ จากนั้นค่อยรถตู้ แต่ถึงคุ้นชินอย่างไร การนั่งรถ ป.1 กว่าสิบห้าชั่วโมงทำเอาเมื่อยพอสมควรแฮะ ยิ่งมีกระเป๋าเป้ใบโตวางอยู่ตรงที่นั่งเลยไม่สบายเท่าที่ควร แต่ก็หลับๆ ตื่นๆ เพียงพอเก็บพลังมาได้ตลอดทาง

ถึงจุดหมายที่อำเภอละงูแปดโมงครึ่ง แดดแรงเปรี้ยงเชียวล่ะ รถทัวร์วิ่งต่อเข้าเมืองสตูล ส่วนผมลงจุดจอดหน้าโรงเรียนอนุบาลละงู ลงปุ๊บยังไม่ทันคิดอะไร ลุงวินมอ’ไซค์เดินมาทาบทาม เจรจารวดเร็วไปท่าเรือปากบารา 80 บาท ป้ายบอกระยะทางสิบกิโลเมตร ราคาไม่โหดร้ายนัก มอเตอร์ไซค์วิ่งฉิวแค่สิบนาทีถึงท่าเรือปากบารา สะดวกง่ายดายอย่างที่สุด

มาครั้งนี้ผมไม่ได้วางแผนหรือไม่มีกำหนดด้วยซ้ำว่าจะอยู่กี่วัน รู้แค่ต้องไปให้ทั่ว เห็นฟ้างามจึงอยากไปหลีเป๊ะเก็บภาพสถานที่ยอดฮิตเสียก่อน พอตรวจสอบการเดินทางด้วยเรือแล้วต้องเปลี่ยนแปลงความตั้งใจไปเกาะตะรุเตาแทน เพราะเรือจากปากบาราจะแวะส่งคนที่ตะรุเตาก่อนไปต่อถึงหลีเป๊ะ แต่เรือขากลับจากหลีเป๊ะมักไม่ค่อยแวะส่งคนที่ตะรุเตา – ก็เขากลับกันหมดแล้วนี่

ช่วงนี้ไม่ใช่ฤดูท่องเที่ยว ทั้งเรือใหญ่และสปีดโบ๊ทมีวันละแค่สองเที่ยว มีเรือรอบพิเศษเก้าโมงเช้าเป็นเรือของพวกรีสอร์ทวิ่งตรงปากบารา-หลีเป๊ะ ไม่แวะจอดตะรุเตา ผมเลยต้องรอเรือเที่ยวปกติสิบเอ็ดโมงครึ่ง มีเวลาเหลือเฟือขอเดินอาบแดดดูปากบาราเสียหน่อย ชายหาดไม่สวยเป็นทรายปนโคลนออกสีเทา ถ่ายรูปเก็บบรรยากาศไม่นานก็มาหลบร่มดีกว่า เดินไปหาข้อมูลที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวของอุทยานฯ ตรงท่าเรือแทน

สอบถามเจ้าหน้าที่เขาบอกว่าบนตะรุเตามีรถโดยสารบริการนำเที่ยวอ่าวต่างๆ มีจักรยานให้เช่า ส่วนการเที่ยวหลีเป๊ะเราสามารถนอนค้างแรมที่เกาะอาดังใกล้กันแล้วค่อยนั่งเรือมาเที่ยวหลีเป๊ะได้เพราะมีเรือวิ่งไป-กลับตลอดวัน ฟังแบบนี้ผมสบายใจละคิดว่าเที่ยวง่ายดายแน่นอน – แต่จะมีอะไรเปลี่ยนแปลงก็อ่านต่อไปละกัน!

Lipe 004

Lipe 006

Lipe 007

เรือสปีดโบ๊ทไปตะรุเตาออกเลยเวลาเล็กน้อย นักท่องเที่ยวเต็มลำ ส่วนใหญ่เป็นคนไทยไปหลีเป๊ะเกือบหมด มีลงตะรุเตาแค่สามคนคือผมกับฝรั่งอีกสอง คนไม่ได้ลงตะรุเตาเรือเขาจอดให้เที่ยวถ่ายรูปประมาณสิบห้านาที น้อยนิดเดียว แค่เดินไปถึงชายหาดแทบหมดเวลาแล้ว

พอคนอื่นขึ้นเรือไปหลีเป๊ะ ตะรุเตาก็กลับมาอยู่ในความเงียบสงบ อ่าวพันเตมะละกาอันเป็นที่ตั้งของท่าเรือและศูนย์บริการนักท่องเที่ยวมีชายหาดทอดตัวยาวสุดสายตา แนวไม้ร่มรื่น น่าเสียดายขยะเยอะไปหน่อย ทั้งเศษกิ่งไม้ใบไม้รวมถึงพวกขวดพลาสติก ส่วนใหญ่เป็นขยะลอยมากับทะเล เก็บเท่าไหร่ก็เก็บกันไม่หมด พอเจ้าหน้าที่ขี้เกียจเก็บก็ปล่อยไว้อย่างนั้น

Lipe 008

Lipe 009

Lipe 010

ขั้นต่อมาติดต่อที่พัก ลานกางเต็นท์กว้างขวาง เต็นท์ให้เช่ามีเพียงหลังใหญ่ 250 บาท ใหญ่ก็ใหญ่ ผมไม่มีตัวเลือกเพราะไม่ได้แบกมาเอง อุปกรณ์เครื่องนอนไม่จำเป็น หนุนเป้ ห่มเสื้อผ้าเอานั่นแหละ ที่เหลือสะดวกสบาย ร้านอาหารมี ห้องน้ำโอเค บรรยากาศเลิศ แต่ที่ไม่เป็นไปตามแผนคือผมพบว่ารถโดยสารซึ่งเจ้าหน้าที่ที่ปากบาราบอกว่ามีให้บริการแค่แบบเหมาคัน 400 บาท ไปอ่าวสน กับ 600 บาท ไปอ่าวตะโละวาว จบเห่กันล่ะทีนี้ แต่เอาล่ะต้องไปว่ากันทีหลัง

Lipe 012

หาทำเลกางเต็นท์เรียบร้อย ผมไม่รอช้าเดินขึ้นผาโต๊ะบูซึ่งอยู่ด้านหลังลานกางเต็นท์และบ้านพัก ผาแห่งนี้เป็นผาเตี้ยๆ สูงไม่เกินร้อยเมตร ระยะทางเดินไม่น่าเกินสามร้อยเมตร หอบนิดหน่อยไม่ชันมาก วิวด้านบนสวยดี ทางขวามองเห็นปากคลองพันเตมะละกาเป็นมุมพระอาทิตย์ตก ผมถ่ายภาพฟ้าใสๆ เก็บไว้ก่อนแล้วกะว่าตอนเย็นจะขึ้นมาใหม่

Lipe 013

Lipe 014

ลงมาข้างล่างยังไม่ทันหายเหนื่อย มองดูป้ายแนะนำที่เที่ยวมีถ้ำจระเข้ น่าสนดีเหมือนกัน เจ้าหน้าที่บอกต้องเหมาเรือหางยาว 500 บาท พายเรือคายัคไปก็ได้แต่จะไม่มีไกด์นำเที่ยวและถ้ำมืดอันตราย ไม่ใช่ว่าผมกลัวหรอกนะ ปัญหาคือผมพายเรือไม่เป็น! ตัดสินใจเอาวะครั้งหนึ่งในชีวิต ผมชอบเที่ยวถ้ำอยู่แล้วลองดูสักหน่อย

ล่องเรือหางยาวผ่านป่าชายเลนเขียวขจีตามคลองพันเตมะละกาจนถึงต้นคลองก็พบทางเข้าถ้ำ จากปากถ้ำเป็นลำธารต้องลงโป๊ะซึ่งอุทยานฯ จัดทำไว้แล้วลากโป๊ะไปตามเชือกเข้าสู่ถ้ำมืดมิด เปิดไฟฉายสว่างวาบแล้วต้องร้องโอ้ ฝูงค้างคาวหลายร้อยหลายพันบินกันให้ว่อน เป็นค้างคาวตัวจิ๋วแค่สักสองสามนิ้ว น่ารักมากกว่าน่ากลัว ลากโป๊ะสองร้อยเมตรจึงถึงอีกฝั่ง คราวนี้ค่อยลงเดินส่องไฟฉายดูหินงอกหินย้อย อาจไม่ได้ภาพงามนักเพราะไม่ได้พกแฟลชแยกมาด้วย แต่รวมแล้วถ้ำสวยถูกใจ ถ้าไม่ได้มาแล้วรู้ทีหลังว่าถ้ำจระเข้เป็นอย่างไรคงเสียดายต้องเขกกบาลตัวเอง

Lipe 016

Lipe 017

Lipe 018

จากถ้ำจระเข้ ล่องเรือกลับมาถึงชายหาดราวห้าโมงเย็น ผมขึ้นผาโต๊ะบูอีกรอบถ่ายภาพพระอาทิตย์ตก ผิดหวังเพราะฟ้ายามเย็นไม่สวยเท่าไหร่

ลงมากินข้าว อาบน้ำ สลบเหมือดแทบทันทีเมื่อหัวถึงเป้ – ใช้เป้หนุนนอนนี่นะ!


24 เม.ย. ปั่น ปั่น ปั่น – และเข็น

ฟ้าวันนี้แตกต่างจากวันวานอย่างสิ้นเชิง ความสนุกในการถ่ายภาพลดลงเหลือแค่สิบเปอร์เซ็นต์ และแผนการขึ้นผาโต๊ะบูเก็บฟ้ากับทะเลสวยใสยามสายต้องพังพาบไปพร้อมกัน

ผมไม่ใช่นักปั่นจักรยานเป็นนักเดินทนมากกว่า แต่เมื่อมีให้ปั่นก็ลองดูสักหน่อย ค่าเช่าจักรยานวันละ 250 บาท แพงมาก อย่างไรก็เถอะเทียบกับค่ารถรับ-ส่งแบบเหมาคัน ผมจำใจยอมเช่าจักรยานเพราะไม่มีเพื่อนร่วมเดินทางให้หารเฉลี่ย นักท่องเที่ยวบนเกาะตะรุเตาน้อยนิดมากๆ แค่หลักนับด้วยนิ้วมือก็ครบแล้ว

กินข้าว เช่าจักรยาน รับแผนที่ จากลานกางเต็นท์สี่กิโลถึงอ่าวเมาะและ จากอ่าวเมาะและไปอ่าวสนอีกสี่กิโล ระหว่างทางตรงนี้มีทางแยกอีกสิบกิโลไปอ่าวตะโละวาว นี่คือเส้นทางปั่นจักรยานเที่ยวทั้งหมด ลองถามเจ้าหน้าที่ว่าปั่นไปทั้งหมดไหวนะ เขายืนยันว่าไหว ผมถามว่าทางชันมากไหม เขายิ้มแล้วบอกว่าขึ้นๆ ลงๆ

ปกติผมออกกำลังกายด้วยการจ็อกกิ้งที่สวนจตุจักรสัปดาห์ละสองถึงสามวัน วิ่งเหยาะๆ รอบสวนวันละห้าหกกิโล ร่างกายแข็งแรงพอประมาณ แต่เมื่อเป็นจักรยานมันไม่เหมือนการวิ่ง ยิ่งเจอทางขึ้นเขาแล้วขาแข้งสั่นถึงกับหมดปัญญาปั่นต้องลงเข็นทีเดียว นับถือพวกปั่นขึ้นเขาหรือปั่นทัวริ่งอย่างแรง ผมคงต้องฝึกวิทยายุทธอีกเยอะ

ถึงทางขึ้นก็เข็น ถึงทางลงทางราบก็ปั่น เหงื่อโทรมกายเรียบร้อยตอนมาถึงอ่าวแรกคืออ่าวเมาะและ ฟ้าค่อนข้างหม่นหมองแบบที่กรมอุตุฯ บอกว่าเมฆเต็มท้องฟ้า เมื่อฟ้าไม่ใสทะเลเลยสีไม่สวยตามไปด้วยทั้งที่เห็นอยู่ว่าน้ำใสพอตัว อ่าวทั้งอ่าวยาวสามสี่ร้อยเมตรเป็นของผมคนเดียว น่าเศร้าความเงียบเหงาของอ่าวนำมาซึ่งขยะอย่างเยอะ เมื่อไม่มีนักท่องเที่ยว อุทยานฯ ไม่รู้จะเก็บขยะทำไม หาดสวยจึงมีสภาพน่าหดหู่ ที่นี่มีบ้านพักด้วยครับ สอบถามเจ้าหน้าที่ได้ความว่าเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าพักเฉพาะพีกซีซั่น ธันวาคมถึงมกราคม นอกเหนือจากนั้นมีนักท่องเที่ยวมาเล่นน้ำวันละไม่กี่คน

Lipe 019

Lipe 020

พักจนหายเหนื่อยเรี่ยวแรงกลับมา อีกสี่กิโลถึงอ่าวสน ลำพังทางธรรมดายังหอบ เจอทางลูกรังเข้าไปถึงกับร้อง สุดท้ายทั้งปั่นทั้งเข็นสลับกันจนถึงจุดหมาย ถึงตอนเที่ยงครึ่งท้องเริ่มร้อง มองเห็นร้านอาหารเปิดบริการแล้วโล่งใจ เพราะในอุทยานฯ หลายแห่งเจอบ่อยครับวันนักท่องเที่ยวน้อย ร้านอาหารที่ควรเปิดดันปิดมันเสียอย่างนั้น

พอเพิ่มพลังเสร็จถึงคิวสำรวจหาด อ่าวสนเป็นอ่าวสงบมาก แบ่งเป็นสองส่วน บ้านพัก ร้านอาหาร กับบริเวณหาดหินสีน้ำตาล อยู่ในเวิ้งอ่าวติดกับลำธารไหลมาจากคลองลูดู ข้ามลำธารไปจะพบชายหาดสีขาวทอดยาวเรียงรายด้วยแนวสนสมชื่อ หาดสนยาวหลายกิโล ยาวเหยียดจนมองแวบเดียวรู้ว่าคงเดินไม่สุด ผมชอบอ่าวนี้มาก ตัดข้อเสียเรื่องขยะออกไปก็ไม่มีอะไรให้ติติง เซ็งตรงฟ้าเน่าสนิท แถมลมแรงคลื่นซัดตูมๆ

Lipe 023

Lipe 024

ความตั้งใจแรกของผมคือไปอ่าวตะโละวาวด้วย พอเจอความจริงประเมินสภาพตัวเองประกอบกับสภาพอากาศแล้วคงต้องปล่อยไป ปั่น – และเข็น อีกสิบกิโล ขากลับอีกสิบกิโล ยังไม่รวมกลับลานกางเต็นท์อีกสี่กิโล ต่อให้ไปถึงก็เหลือเวลาไม่มากไม่คุ้มแน่นอน สุดท้ายใช้เวลาอยู่แถวหาดสนนี่แหละ ช่วงบ่ายแก่ๆ มีแสงแดดสาดส่องนิดหน่อยฟ้าเปิดเล็กน้อยบางส่วนพอเก็บภาพแก้ขัดมาบ้าง ตรงหาดสนยังมีทางเดินป่าไปน้ำตกเล็กๆ ชื่อน้ำตกลูดู ระยะทางสามกิโลเมตร แต่เจ้าหน้าที่บอกแล้วว่าไม่มีน้ำ แถมทางยังรุงรังเพราะไม่มีนักท่องเที่ยวไปกันเลยไม่มีใครคิดเสียเวลาไปดูแล

ขากลับจากอ่าวสนมีทางเลี้ยวเข้าอ่าวจาก อุทยานฯ ไม่ได้แนะนำให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว ผมบังเอิญเห็นป้ายบอกทาง พอลงหน้าหาดแล้วถอนหายใจ… นี่มันหาดขยะนี่หว่า น้ำตาแทบเล็ด รูปหาดทอดยาวสวยไม่ต่างจากอ่าวพันเตมะละกาหรืออ่าวสน น่าเสียดายมากเพราะถ้าพัฒนาปรับปรุงดีๆ คงเป็นชายหาดน่าพักผ่อนอย่างมาก อย่างว่าล่ะครับ ชื่อตะรุเตามีความหมายคือเกาะซึ่งมีอ่าวมากมาย เกาะใหญ่โตมโหฬาร เจ้าหน้าที่มีไม่พอจัดการ ขยะลอยมากับน้ำทับถมกันปีแล้วปีเล่าปีแล้วปีเล่ากลายเป็นหาดสิ้นชีวิต ขนาดอ่าวพันเตมะละกาตรงที่ทำการอุทยานฯ แท้ๆ เห็นภาพฝรั่งอาบแดดท่ามกลางเศษขยะแล้วยังละเหี่ยใจ

Lipe 025

ถูลู่ถูกังปั่นๆ เข็นๆ จักรยานจนกลับถึงลานกางเต็นท์สภาพขาแทบหมดแรง ใจหมายจะกินข้าว อาบน้ำ แล้วแผ่หลาให้สบายตัวสักหน่อย เอ๊ะ… เต็นท์หายไปไหน? อ้าวมันล่มมากองกับพื้นได้ยังไงล่ะนี่ เจ้าหน้าที่บอกเมื่อกลางวันลมแรงมาก ผมชะล่าใจขึงเชือกกับต้นไม้แค่ฝั่งเดียวเต็นท์เลยโดนลมหอบไปรับประทาน

เฮ้อ… เหนื่อยจริงๆ!


25 เม.ย. ถึงเกาะอาดัง

ตื่นนอนแบบหลับแทบสลบด้วยความละเหี่ยใจ ท้องฟ้าหมองมัวยิ่งกว่าวันวาน เมื่อคืนครุ่นคำนึงคิดว่าหากตื่นเช้าฟ้าสดใสอาจอยู่ตะรุเตาอีกสักวัน ย้อนกลับไปอ่าวเมาะและ อ่าวสน หากโชคดีมีเพื่อนร่วมทางอาจไปอ่าวตาโละวาว หรือเก็บภาพผาโต๊ะบูอีกรอบ ทว่าพออากาศย่ำแย่อยู่ตะรุเตาต่อไปไม่มีประโยชน์ ให้ปักหลักจนฟ้าเปิดคงเสียเวลาเกิน ตัดใจลาตะรุเตาทั้งที่ยังไม่ได้ภาพสมใจ

ติดต่อตั๋วเรือรอบเที่ยงกับเจ้าหน้าที่อุทยานฯ เรือออกจากปากบาราสิบเอ็ดโมงครึ่งแวะตะรุเตา เราลงเรือต่อไปหลีเป๊ะอีกที แต่ด้วยความคนเยอะมากเรือเต็มทุกลำกว่าจะได้ขึ้นเรือเลยปาเข้าไปบ่ายโมงครึ่ง ออกจากตะรุเตาแวะหมู่เกาะกลางที่ตั้งของเกาะไข่อันเลื่องชื่อ สวยด้วยซุ้มประตูหินธรรมชาติ เป็นสัญลักษณ์การท่องเที่ยวของจังหวัดสตูล น่าเศร้าเกาะไข่ของผมฟ้าขาวโพลนไม่มีแดดสักกะน้อย แถมฝนพรำๆ … อยากหลั่งน้ำตาเหลือเกิน

Lipe 026

เรือแวะพักให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปเกาะไข่นิดหนึ่งก็มุ่งหน้าสู่หลีเป๊ะที่ฟ้ามัวหม่นไม่ต่างกัน แวบแรกของผมกับหลีเป๊ะเลยเป็นภาพไม่น่าจดจำสักเท่าไหร่

Lipe 027

ถึงหลีเป๊ะได้ความรู้เพิ่มอีกอย่างว่าบนเกาะหลีเป๊ะไม่อนุญาตให้สปีดโบ๊ทเทียบชายหาดโดยจะต้องส่งนักท่องเที่ยวที่โป๊ะกลางทะเล จากนั้นมีเรือหางยาวมารับอีกที ขึ้นโป๊ะตรงหน้าหาดบันดาหยา – อีกชื่อคือหาดพัทยา นักท่องเที่ยวทะลักล้น ผมสองจิตสองใจจะพักบนหลีเป๊ะหรือนอนเต็นท์อุทยานฯ ที่เกาะอาดัง สอบถามราคาตั๋วเรือขึ้นหลีเป๊ะ 70 บาท ไปเกาะอาดัง 100 บาท ด้วยความอยากประหยัดไม่ต้องการเสียค่าที่พักแพงเลยเลือกไปเกาะอาดัง ถามเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ที่ปากบารามาแล้วว่าจากเกาะอาดังสามารถนั่งเรือข้ามมาหลีเป๊ะแค่ 50 บาท บวกลบแล้วเสียค่าเรือไป-กลับยังถูกกว่านอนหลีเป๊ะ

แผนการดูดีครับ แต่พอนั่งเรือหางยาวถึงเกาะอาดังแล้วกลับพบว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่รับรู้มาเป็นคนละเรื่อง เรือจากเกาะอาดังไปหลีเป๊ะมีแค่ตอนแปดโมงเช้า ค่าเรือไม่ใช่ 50 บาท เป็น 100 บาท เท่ากับผมไม่สามารถนั่งเรือจากอาดังไปเที่ยวหลีเป๊ะตอนเช้าและนั่งเรือจากหลีเป๊ะกลับมานอนที่อาดังตอนเย็น ข้อมูลเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ที่ปากบาราคนละเรื่องกับความจริง ขาดการอัพเดต ช่วยไม่ได้แล้วล่ะ พรุ่งนี้เอายังไงต่อค่อยว่ากันใหม่

ลานกางเต็นท์ของเกาะอาดังอยู่ตรงแหลมสน ร่มรื่นด้วยต้นสนสูงใหญ่ ข้อดีคืออุทยานฯ กางเต็นท์ให้พร้อมไม่ต้องกางเองเก็บเองเหมือนที่ตะรุเตา เห็นเพียงแวบเดียวผมหลงรักเกาะอาดังมากกว่าหลีเป๊ะเสียแล้ว ชายหาดเกาะอาดังอาจไม่สวยเท่าแต่เงียบสงบตามแบบฉบับอุทยานแห่งชาติ น้ำทะเลสวยใสใช้ได้ ความสะอาดโอเค – อย่างน้อยดีกว่าตะรุเตา ส่วนหลีเป๊ะมีเรือหางยาวจอดเรียงรายเต็มหน้าหาด เวลาเล่นน้ำต้องเล่นกันท่ามกลางเรือหางยาว ลดทอนความน่าเที่ยวลงเยอะ

Lipe 028

วันนี้เห็นภาพคร่าวๆ พรุ่งนี้ตื่นมาดูสภาพอากาศค่อยตัดสินใจอีกทีว่าจะทำอะไรต่อ


26 เม.ย. จากภูผาสู่ผืนน้ำ

เช้าวันนี้ฟ้าสดใสอย่างน่าประหลาดทั้งที่เมื่อคืนฟ้าแล่บแปลบปลาบแทบตลอด กลายเป็นหนังคนละม้วนกันวันวาน พอฟ้าสวยกริ๊งน้ำทะเลเกาะอาดังจึงมองเห็นสวยใสไม่แพ้เกาะใด ชายหาดอาจไม่สวยมากเพราะทรายทรุดโดนคลื่นเซาะกร่อนเข้ามาจนต้นสนใหญ่ริมหาดหลายต้นโค่นลง ปัจจุบันยังกินพื้นที่เข้ามาปีละหลายเมตร คาดว่าภายในไม่ช้าจะถึงอาคารศูนย์บริการนักท่องเที่ยว อย่างไรก็ตามทะเลอุทยานฯ แบบนี้แหละได้ความเงียบสงบไม่พลุกพล่าน ช่วงเช้าผมเดินถ่ายภาพชายหาดลัดเลาะโขดหินมาหลายมุมมอง

Lipe 030

Lipe 031

Lipe 032

วันนี้ผมมีกำลังเสริม คุณนายทางบ้านลาหยุดงานตามมาสมทบจากเมืองบางกอก ขึ้นเครื่องแอร์เอเชียมาจากดอนเมือง ลงหาดใหญ่ ต่อรถตู้มาปากบารา ข้ามมาหลีเป๊ะ เป็นแบบจ่ายรวดเดียวรวมทุกอย่างทั้งเครื่องรถและเรือ แต่กว่าจะมาถึงบ่ายแก่ๆ ระหว่างนั้นผมยังมีเวลาสำรวจเกาะอีกเยอะ

สักสิบโมงเวลากำลังดี ผมลากสังขารขึ้นผาชะโด ไฮไลท์ของเกาะอาดัง ถามเจ้าหน้าที่มาแล้วว่าจากด้านบนมองเห็นหลีเป๊ะเต็มตาทั้งเกาะ หายใจให้ลึกแล้วเดินขึ้นเขาเล่นเอาหอบเฮือกระดับหนึ่ง ถึงจุดชมวิวแรกแอบดีใจเพราะไม่ไกลเท่าไหร่ เหลือบเห็นป้ายมีจุดชมวิวที่สองสูงกว่าอีกเท่าตัวแล้วเหงื่อตก พอขึ้นมาถึงแล้วชื่นใจ วิวสวย ทะเลใส ที่สำคัญฟ้ากระจ่างสุดยอด

เชยชมความงามของท้องทะเลอยู่นานมาก ตากแดดหนำใจใกล้เที่ยง กลับตามทางเดิมถึงเพิ่งสังเกตเห็นป้ายจุดชมวิวจุดที่สามถึงกับเหวอ ซวยแล้วล่ะทีนี้ พลังข้าวต้มไก่ตอนเช้าหมดเกลี้ยง น้ำดื่มหมดขวดไม่เหลือสักหยด เหนื่อยอีกหนึ่งเฮือกจนถึงจุดชมวิวจุดที่สาม กำลังยกกล้องเตรียมถ่ายภาพเมฆใหญ่ลอยคล้อยบังแดดพอดี หิวข้าวหิวน้ำเหลือเกินแต่ก็ยังทนรอจนฟ้าเริ่มเปิดเพื่อถ่ายรูป น่าเสียดายฟ้าฉากหลังไม่สวยเหมือนตอนอยู่จุดที่สองเพราะเมฆเหนือเกาะหลีเป๊ะรวมตัวกลายเป็นหมู่เมฆมหึมา ปลอบใจตัวเองไม่เป็นไรเพราะจุดที่สองและสามมุมมองไม่ต่างกันเท่าไหร่

Lipe 033

Lipe 034

Lipe 035

ขาลงแทบปล่อยตัวกลิ้งลงมา ฟาดข้าวจานโตซดน้ำเฮือกใหญ่ ภารกิจล่ารูปบนเกาะอาดังเสร็จสิ้น พื้นที่บนเกาะซึ่งเปิดให้เที่ยวเองมีเพียงบริเวณนี้ มีน้ำตกเล็กๆ แห่งหนึ่งชื่อน้ำตกโจรสลัด แต่ไม่น่าเที่ยวก็ปล่อยผ่านไป

รออีกครู่ใหญ่ คุณนายเดินทางมาถึงพร้อมกับรอยยิ้มสดใสเล่าให้ฟังว่าเกาะไข่สวยมาก! ช่างต่างกับเกาะไข่เมื่อวานของผมลิบลับดั่งนรกชังหรือสวรรค์แกล้ง ขนาดถ่ายด้วยกล้องดิจิตอลป๊อกแป๊กยังงามเลิศล้ำ

Lipe 036

Lipe 037

Lipe 038

พาคุณนายเก็บข้าวของเข้าเต็นท์พักผ่อนหายเหนื่อยแล้วไม่มีอะไรให้ต้องทำ ช่วงที่เหลือของวันเลยปลดปล่อยเต็มคราบ ผมมาทะเลหลายวันยังไม่ได้เล่นน้ำขอโดดทะเลตูมตามมีความสุขสุดบรรยาย แหลมสนเป็นที่เหมาะกับการเล่นน้ำมากจริงๆ นานมาแล้วไม่ได้เล่นทะเลนานเป็นสองสามชั่วโมง น่าจะตั้งแต่ไปบางแสนตอนตัวกระเปี๊ยกนั่นล่ะมั้ง

Lipe 039

Lipe 040

ตกดึกมีเรื่องระทึกหัวใจ กินข้าวที่ร้านอาหารเสร็จเดินกลับเต็นท์เหมือนมีอะไรเกี่ยวแข้งเกี่ยวขา ตอนแรกนึกว่าแย้เพราะมีรูแย้อยู่ทั่วไป แต่คุณนายเธอตะโกนลั่น งู งู ผมกระโดดโหยงรู้สึกถึงสัมผัสของมันพัวพันที่ขาก่อนรีบเลื้อยหนีเข้าพงหญ้า ชาวเรือแถวนั้นกรูมารุมล้อม “โดนกัดหรือเปล่าพี่” ใครคนหนึ่งถาม “แล้วงูกัดมันเป็นไงต้องเจ็บหรือเปล่า” ผมถามกลับตรงๆ “ไม่รู้เหมือนกัน ผมก็ไม่เคยโดน” ใครอีกคนส่ายหัว สุดท้ายเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ส่องไฟฉายสำรวจขาทั้งสองข้างของผมแล้วบอกว่าไม่โดนกัด ไม่มีรู ไม่มีเลือดไหล

เข้านอนย้อนคิดแล้วใจหายวาบ… ขอบคุณพระคุ้มครอง สาธุ


27 เม.ย. โลกใต้น้ำหมายเลขหนึ่ง

ทริปเที่ยวเกาะรอบหลีเป๊ะ – อีกนัยคือเที่ยวหมู่เกาะอาดัง-ราวี มีสองทริป จะติดต่อที่ไหนคล้ายคลึงกันและใช้เรือหางยาวของชมรมเรือหางนำเที่ยวเหมือนกัน มีรอบนอกกับรอบใน ที่จริงไม่ใช่รอบเพราะไม่ได้เป็นวงกลม รอบนอกหมายถึงเกาะไกลๆ และรอบในคือเกาะใกล้ๆ ถ้าเป็นบนเกาะหลีเป๊ะจะมีขายเดย์ทริปต่อหัวสัก 600-700 บาท แต่หากซื้อกับอุทยานฯ เราต้องเหมาสถานเดียว รอบใน 1,500 บาท รอบนอก 2,200 บาท ซื้อคู่กันก็มีส่วนลดนิดหน่อย รวมกลุ่มประหยัดค่าใช้จ่ายได้ครับ และมารู้ทีหลังว่าถ้าติดต่อเรือโดยตรงจะถูกลงอีกเพราะไม่ต้องเสียค่าหัวคิว

ก่อนดำน้ำงวดนี้ผมคุยกับคุณนายไว้แล้วว่าจะไปแค่สองคน ไม่ได้อวดร่ำอวดรวยมีสตางค์ล้นเหลือนะครับ แต่คิดเสียว่ามาไกลถึงขนาดนี้ จ่ายเพิ่มนิดหน่อยเที่ยวสนุกสบายใจกว่าเยอะ

ทริปดำน้ำช่วงฤดูฝนกำลังมาเป็นอะไรให้ลุ้นตลอดเชียว ออกตัวจากเกาะอาดังเก้าโมงเช้า เมฆฝนก้อนใหญ่ลอยปกคลุมอึมครึม ระหว่างทางฝนปรอยเม็ดด้วยซ้ำ โชคดีตรงเราวิ่งหนีฝนออกมา พอมองย้อนกลับไปแล้วเห็นฟ้าทะมึนปกคลุมเกาะอาดังรวมถึงหลีเป๊ะทั้งเกาะ

จุดหมายแรกคือเกาะหินซ้อน หินก้อนใหญ่ซ้อนกันอยู่กลางทะเล จะว่าแปลกก็แปลก จะว่าไม่แปลกก็ไม่แปลกเพราะบ้านเรามีกองหินลักษณะนี้เยอะมาก เรือหลายลำพานักท่องเที่ยววนไปวนมา คนเรือบอกว่าจุดดำน้ำมีปะการังสีพอสมควร บังเอิญเรามีโปรแกรมดำน้ำที่อื่นอยู่แล้วข้ามจุดนี้ไปไม่เป็นไร

Lipe 041

Lipe 042

จากเกาะหินซ้อน เรือแล่นไปจอดให้ดำน้ำจุดแรกที่เกาะไม้ไผ่ นักท่องเที่ยวดำกันเยอะทีเดียว ผมคว้าสน็อคเกิ้ลกระโดดตูมลงน้ำ ผิดหวังนิดหน่อยเพราะช่วงนี้กระแสน้ำเปลี่ยนทำให้น้ำค่อนข้างขุ่น อีกทั้งน้ำขึ้นเกือบถึงจุดสูงสุดมองอะไรไม่ถนัด ดำตรงนี้แป๊บเดียวพอแล้ว คนเรือบอกไม่เป็นไรยังมีจุดสวยๆ อีกเยอะ

Lipe 043

Lipe 044

ถัดมาแวะเกาะดง ชายหาดขาวสวย เรือจอดเรียงรายปล่อยนักท่องเที่ยวเล่นน้ำ น้ำใสมากครับ โชคร้ายจังหวะประจวบเหมาะเมฆก้อนใหญ่เลื่อนลอยบดบังแสงแดดเสียอย่างนั้น รออยู่พอสมควรกว่าฟ้าจะพอเปิดให้ถ่ายรูปสวยๆ อยู่บ้าง

Lipe 045

Lipe 046

ที่เกาะดงมีจุดดำสน็อคเกิ้ลเหมือนกัน แต่เพราะผมบอกคนเรืออยากถ่ายรูปชายหาดมากกว่า เราจึงตรงไปเกาะรอกลอย (รอ-กลอย) เคยเห็นภาพในอินเทอร์เน็ต ที่นี่สวยสุดยอด พอไปถึงเล่นเอาผมอึ้งทีเดียว ไม่ใช่อึ้งเพราะสวยนะครับ อึ้งเพราะเมฆทะมึนแบบไม่เปิดโอกาสให้แสงเล็ดลอดลอยคลุมเต็มฟ้าต่างหาก! เอ้อระเหยถ่วงเวลาอยู่นานมากสุดท้ายได้แดดได้ฟ้าแค่หนึ่งในสามหนึ่งในสี่ ถอดใจยอมแพ้ ดูท่ายังไงคงไม่ได้ความงามใสกริ๊งแบบที่เคยเห็นมาแน่นอน

Lipe 047

Lipe 048

อำลาเกาะรอกลอยด้วยความผิดหวัง แวะกินข้าวอีกหาดของเกาะดงเลยรู้ว่าเกาะดงเป็นเกาะใหญ่พอประมาณ มีชายหาดโดยรอบมากมาย ตอนกินข้าวฟ้าฝนทะมึนมาก ผมเอ้อระเหยเล่นน้ำริมหาดเรื่อยเปื่อย แต่พอกำลังจะขึ้นเรือเดินทางต่อฟ้ากลับเปิดโล่งเสียอย่างนั้นและไม่มีเมฆฝนอีกตลอดวันที่เหลือ คนเรือบอกมันลอยพ้นไปหมดแล้วล่ะ… กรรมจริงๆ

ช่างมันครับ เดินหน้าต่อสู่เกาะผึ้ง เกาะเล็กๆ ตรงปลายเกาะดง เป็นจุดดำน้ำขึ้นชื่อของทริปรอบนอก กระแสน้ำเชี่ยวแรง ต้องลอยตัวเกาะเชือกที่ผูกไว้กับทุ่นไปเรื่อยๆ คุณนายเธอว่ายน้ำไม่เป็นลงไปแล้วเกิดอาการกลัวจนหน้าเสียต้องขึ้นมารอบนเรือปล่อยให้ผมดำผุดดำว่ายถ่ายรูปใต้น้ำอย่างเมามัน ปะการังสี กัลปังหาสี เยอะทีเดียว ฝูงปลาหลากหลายมาก เล่นน้ำถ่ายรูปนานเท่าไหร่ไม่ได้สนใจ กลับมาเปิดกล้องเวลาดูปรากฏว่าตัวเองดำน้ำตรงอยู่เกือบชั่วโมง

Lipe 049

Lipe 050

Lipe 051

Lipe 052

เวลายังไม่เย็นย่ำเกินไป คนเรือแวะจอดพักที่อ่าวลิง อีกอ่าวสวยของเกาะดงให้ผมกับคุณนายแช้ะรูปเล่นกันพักหนึ่ง รู้สึกอยากมีเวลาเที่ยวเกาะดงแบบเต็มๆ ทั้งวันเชียวล่ะ เพราะเป็นเกาะที่มีหาดทรายสวยเพียบ ยิ่งหากมาวันแดดดีฟ้าใสตั้งแต่เช้ารับรองว่าแบตเตอรี่หมดแม็ก เมมโมรี่หมดกิ๊กกันเชียว

ขาแล่นเรือกลับเกาะอาดัง ท้องฟ้าสดใสมาก เที่ยวทะเลก็แบบนี้ละหนอ เหนือการคาดเดาจริงๆ


28 เม.ย. โลกใต้น้ำหมายเลขสอง

ยังต้องลุ้นตลอดเวลาตามเคยสำหรับทริปดำน้ำวันที่สอง คราวนี้เป็นการเที่ยวรอบใน ตอนออกเรือฟ้าค่อนข้างใสให้มีหวังได้ภาพสวย พอถึงเกาะหินงามที่ถือเป็นหนึ่งในไฮไลท์ของหมู่เกาะอาดัง-ราวี ฟ้ากลับมัวหม่นไม่เปิดโอกาสกันเลย ตอนลงเรือผมบอกคนเรือว่าถ้าหินไม่งามยังไงก็ไม่ยอมไปไหน สุดท้ายขอยอมแพ้เพราะถ้ารอให้หินงามสงสัยคงได้กินข้าวเที่ยงที่นี่ แอบเซ็งสุดขีดเพราะแห้วทั้งเกาะรอกลอยกับเกาะหินงามซึ่งเป็นสองเกาะที่ผมอยากมาถ่ายรูปมากมาย

Lipe 053

Lipe 054

เอาเถอะ ฟ้าไม่เปิดถ่ายรูปไม่สวยช่วงมัน สนุกกับการดำน้ำดีกว่า อีกฝั่งของเกาะหินงามมีจุดดำน้ำ น้ำใสและนิ่ง ปะการังแผ่กว้างอลังการถึงปลาจะไม่เยอะนัก คนเรือบอกเป็นปะการังกาแล็กซี่ ดอกไม้ทะเลสวยๆ เยอะดี ดำน้ำวันนี้สนุกกว่าเมื่อวานเพราะคนเรือเห็นคุณนายของผมว่ายน้ำไม่เป็น ใส่ชูชีพแล้วยังเก้กังเลยให้ตัวช่วยเพิ่มคือห่วงยาง ผมว่ายน้ำไปลากห่วงยางให้คุณเธอเกาะไป ง่ายขึ้นเยอะ

Lipe 055

Lipe 056

สักสิบเอ็ดโมง ขึ้นเรือสู่หาดทรายขาว เกาะราวี ใช้เวลาเต็มที่กินข้าวเที่ยงกัน ในห้วงกำลังจิตตกว่าคงได้แค่ภาพเกาะอาดัง ไม่มีภาพงามๆ ของเกาะราวี พลันท้องฟ้ากลับใจดีเปิดให้ครึ่งนึ่งเลยมีโอกาสเก็บภาพทะเลสวยฟ้าใสไว้เล็กน้อย ไม่มากมายถือว่าพอปลอบใจ

Lipe 058

Lipe 059

บ่ายโมงตรงฟ้ากระจ่างขึ้น ลุยต่อไปเกาะยาง เกาะเล็กๆ ตรงข้ามหาดทรายขาว ที่นี่หาดสวยน้ำใสมาก หน้าหาดมีจุดดำน้ำด้วย ปะการังอาจไม่สวยมากเพราะขึ้นห่างๆ บนพื้นทรายและยังเป็นปะการังอ่อน ข้อดีคือน้ำค่อนข้างตื้น มีดอกไม้ทะเลสวยเพียบ ผมดำผลุบโผล่พยายามถ่ายรูปปลาการ์ตูนเจ้านีโมเสียนาน ส่วนอีกฝั่งของเกาะยางเป็นแนวปะการังดอกผักกาดแปลกตาดี

Lipe 060

Lipe 061

Lipe 062

Lipe 063

ปิดท้ายที่กองหินจาบัง หนึ่งในสุดยอดจุดดำน้ำตื้น บริเวณนี้เป็นร่องน้ำกลางทะเลระหว่างเกาะอาดัง เกาะราวี เกาะหลีเป๊ะ เพราะเป็นร่องน้ำจึงมีกระแสน้ำค่อนข้างแรง คนเรือบอกว่าจะมีเวลาน้ำค่อนข้างนิ่งกว่าปกติประมาณครึ่งชั่วโมงในแต่ละวัน เรือส่วนใหญ่รอเวลาไปถึงช่วงนั้นเช่นเดียวกับเรา เรือเพียบคนเพียบครับ วิธีการดำน้ำที่กองหินจาบังคือเราต้องไต่ตามเชือกที่ผูกไว้กับทุ่นแล้วก้มหน้าชมปะการังสีใต้น้ำ ใครดำน้ำเก่งหน่อยจะตัวเปล่าไม่ใส่ชูชีพก็วัดกันเอา

ผมมั่นใจการว่ายน้ำของตัวเองแต่ขอปลอดภัยไว้ก่อน โลกใต้น้ำที่กองหินจาบังสวยมาก ขนาดไปตอนน้ำเริ่มขุ่นยังแสนอลังการ ปลาน้อยใหญ่เพียบ ปะการังสีแดงสีม่วงละลานตา คุณนายยังตื่นกลัวกระแสน้ำจากเกาะผึ้งอยู่ แต่ต้องขอขอบคุณคนเรือช่วยดูแลอย่างดี พอเริ่มเพลินกับความสวยลืมความกลัวแล้วทีนี้แทบไม่อยากขึ้นจากน้ำเชียว

Lipe 064

Lipe 065

Lipe 066

ขึ้นจากกองหินจาบังเห็นฟ้าช่วงบ่ายแก่ๆ ใสกริ๊งเลยบอกคนเรือช่วยแวะย้อนกลับไปเกาะหินงามซึ่งอยู่ใกล้ๆ ให้หน่อย ฟ้าโอเคมีแดดน่าเสียดายพอน้ำลงแล้วไม่สวยเหมือนตอนน้ำขึ้น ไว้คราวหน้ามาแก้ตัวใหม่เพราะตั้งใจมาเที่ยวอีกรอบ คราวต่อไปขอกลางกุมภาถึงกลางมีนาแล้วกัน ช่วงนั้นคนเรือบอกว่าดำน้ำสวยที่สุด

Lipe 067

จบทริปดำน้ำให้เรือแวะส่งที่เกาะหลีเป๊ะ ถึงเวลาต้องมาสำรวจที่นี่แล้ว ลงเรือปุ๊บตรงดิ่งมาถนนคนเดินหาที่พัก ห้องพัดลมต่ำสุดละแวกนี้คืนละตั้ง 700 บาท ไม่มีอาหารเช้า ซุกหัวนอนอย่างเดียว … เท่าไหร่ก็ต้องเท่านั้นแล้วล่ะ

คืนนี้มีเรื่องให้วุ่นนิดหน่อยครับ โปรแกรมคุณนายต้องกลับเช้าพรุ่งนี้ ใช้บริการนกแอร์ ตามกำหนดคือนั่งเรือไทเกอร์ไลน์ไปที่ตรัง บินจากตรังกลับดอนเมือง พอผ่านเคาน์เตอร์ขายตั๋วเรือริมถนนคนเดินเลยเลียบเคียงสอบถามถึงเรือไทเกอร์ไลน์ เขาบอกว่าไทเกอร์ไลน์หยุดวิ่งมาสักสัปดาห์แล้ว! เอาไงล่ะที่นี้งงสิ โทรถามสายการบินกลับไม่สามารถให้คำตอบได้ ดีที่สุดคือหาเบอร์โทรของไทเกอร์ไลน์มาให้ นานมากแล้วที่ผมไม่ได้โมโหปรี๊ดเลือดขึ้นหน้าถึงกับโวยวายพนักงานคอลเซ็นเตอร์ ด้วยเพราะคุณนายเธอต้องเดินทางกลับคนเดียว ถ้ามีอะไรผิดพลาดตกเครื่องหรือติดแหง็กระหว่างทางผมย่อมกังวล

กว่าจะคอนเฟิร์มกันได้เล่นเอามึน สุดท้ายคือเรือไทเกอร์ไลน์โอนลูกค้าให้กับเรือบันดาหยาทั้งหมด เปลี่ยนเวลาขึ้นเรือจากเก้าโมงเช้าเป็นแปดโมงเช้า แถมต้องขึ้นฝั่งที่ปากบาราแล้วค่อยต่อรถตู้ไปสนามบินตรัง บอกเลยว่างวดนี้นกแอร์สอบตก หวังว่าปัญหาคราวนี้จะนำไปปรับปรุงนะ


29 เม.ย. สำรวจหลีเป๊ะ

ก่อนเดินทางคุยกับคนโน้นคนนี้ว่ามาเที่ยวหลีเป๊ะ ต้องรอผ่านมาตั้งสัปดาห์กว่าจะมาถึงหลีเป๊ะจริงๆ หลังนอนเต็นท์มาตลอด พอเอนกายบนเตียงนุ่มนิ่มสบายตัวขึ้นเยอะ ตื่นเช้าจัดแจงกระเตงข้าวของพาคุณนายซึ่งยังหงุดหงิดกับนกแอร์เดินทางกลับบางกอก ส่วนผมยังอยู่ระเริงร่าผลาญเงินอีกสักพัก ขากลับของคุณนายนั่งเรือหางขึ้นโป๊ะที่หาดชาวเล – ชื่อฝรั่งคือหาดซันไรซ์ ย้ายมาจากหาดบันดาหยาเพราะกำลังเริ่มต้นฤดูมรสุม

ผมกลับมาอยู่ตัวคนเดียวอีกครั้ง วันนี้ตั้งใจเก็บภาพหาดและที่เที่ยวน่าสนใจของหลีเป๊ะให้ถ้วนทั่ว เริ่มต้นวันฟ้าใสพอไหวอยู่เดินเล่นหาดชาวเลสักพัก เน้นตรงทิศเหนือด้าน เมาเทิร์น รีสอร์ท เป็นหลัก

Lipe 068

Lipe 069

จากนั้นประมาณเก้าโมงครึ่งเดินเตาะแตะมาหาดบันดาหยา อะไรกันนี่ฟ้าดันพลิกตาลปัตรทุเรศสุดๆ ผมหาโขดหินเอนกายนอนรอจนเริ่มถอดใจแล้วคงแห้วแน่ ทว่าราวสิบเอ็ดโมงฟ้าเปิดแดดเปรี้ยงกลายเป็นวันที่ฟ้าสวยสุดนับตั้งแต่นั่งเรือออกจากปากบาราทีเดียว อะไรของมันละนี่ ทะเลช่างเอาแน่เอานอนไม่ได้จริงๆ

ฟ้ามาก็ใช้เวลาให้คุ้มทุกนาที เดินไปถ่ายรูปไปสำรวจไปพบว่าทั้งเกาะหลีเป๊ะและหาดบันดาหยาแม้จะได้ชื่อว่าสวยโคตร แต่ไม่ใช่สำหรับปลายเดือนเมษายนที่โดนนักท่องเที่ยวช่วยกันรุมโทรมมาเป็นเวลาเกือบครึ่งปี สภาพหลีเป๊ะรวมถึงเกาะใกล้เคียงบอบช้ำอย่างเห็นได้ชัด ชายหาดออกอาการย่ำแย่ ขยะแยะ อะไรต่อมิอะไรไม่สดใสเหมือนตอนเปิดฤดูท่องเที่ยวใหม่ๆ ไม่น่าแปลกหรอกครับเพราะสงกรานต์ที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวทะลักชนิดไกด์ท้องถิ่นแซวว่าเดินเล่นบนเกาะต้องใส่ชูชีพกันเอาไว้ด้วยเพราะกลัวเกาะจะล่ม!

Lipe 070

Lipe 072

หาดบันดาหยาหันหน้าออกทิศใต้ ผมเดินจากฝากตะวันออกจนสุดฝากตะวันตกของหาด จากนั้นตั้งใจข้ามเขาจะไปหาดประมง – หรือหาดซันเซ็ท เดินไปเดินมาไม่ถึงหาดประมงแฮะ เจอหาดเล็กหาดน้อยใกล้เคียงกัน สุดท้ายโผล่ทะลุกลับมาลงหาดบันดาหยาแบบหลงทางเสียอย่างนั้น

กลับมาหาดบันดาหยาตอนบ่ายต้นๆ น้ำเริ่มลง มองเห็นสะพานเลียบโขดหินให้สงสัยว่าไปไหน สันดานนักอยากรู้ก็ต้องเดินไปสิ โอ้! สวรรค์แท้ ถ้าไม่ได้บังเอิญกลับมาหาดบันดาหยาแล้วพลาดตรงนี้คงเสียดายแย่ สะพานเลียบโขดหินชวนให้ย้อนกลับไปมองชายหาดในมุมสวยมาก สะพานไม้พาไปจนถึง สนม บีช รีสอร์ท มีหาดส่วนตัวเล็กๆ ยอดเยี่ยมเป็นที่สุด

Lipe 073

Lipe 074

Lipe 075

ถ่ายรูปเล่นอยู่ตรงสนม บีช รีสอร์ท เสียเพลิน มองนาฬิกาบ่ายสองกว่าแล้ว หาดประมงพระอาทิตย์คงคล้อยไปทางนั้นถ่ายรูปไม่สวยเก็บไว้พรุ่งนี้แล้วกัน ตอนนี้ถึงเวลาไปหาดชาวเลแช้ะภาพทะเลใสๆ กับฟ้าสวยๆ และไม่ผิดหวังครับ ถึงหาดจะโทรมไปหน่อยความงามยังไม่เสื่อมคลาย เดินไปสุดหาดเป็นแนวโขดหินถ่ายรูปสวยมาก ตอนน้ำลงเห็นปะการังใกล้หาดชัดเจน พอเย็นย่ำน้ำลงสุดปะการังโผล่กลางผืนทรายเดินไปดูได้เลย เป็นภาพแปลกตาดีเหลือเกิน

Lipe 077

Lipe 078

Lipe 080

อ้อ วันนี้มีปัญหาอย่างหนึ่ง เงินสดติดตัวผมหมดเกลี้ยง หลังกินข้าวเช้าเสร็จเหลือแค่ยี่สิบ ตู้เอทีเอ็มตู้เดียวบนเกาะของแบงค์กรุงศรีฯ หน้า 7-11 เงินหมดปิดบริการ ถามหาทางแก้ได้ความมาว่าให้รูดบัตรเครดิตแลกเงินสดกับร้านรับแลกเงิน ชาร์ตห้าเปอร์เซ็นต์ โอย… ถึงตอนนี้อย่าว่าห้าเปอร์เซ็นต์ ให้สิบเปอร์เซ็นต์ก็ยอมล่ะ ยังดีนะมีบัตรเครดิต ถ้าไม่มีด้วยนี่ถึงขั้นอเนจอนาถ


30 เม.ย. ลอยละล่องกลับฝั่ง

เพราะฟ้าสวยครึ่งวันเมื่อวานถ่ายภาพสุดสมใจทำให้ผมตัดสินใจว่าควรถึงเวลาอำลาหลีเป๊ะกลับฝั่งเสียที เก็บข้าวของฝากกับที่พักไว้ จัดการซื้อตั๋วเรือรอบบ่าย มีเวลามากพอเก็บส่วนที่เหลือ ฟ้าจะเป็นอย่างไร สวยหรือไม่สวย ได้แค่ไหนเอาแค่นั้น

ย่ำเดินจากหาดชาวเลไปหาดประมง เกาะหลีเป๊ะเล็กนิดเดียวขาเดินอย่างผมเที่ยวสบายมาก ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็ถึงชายหาดหลักของหาดประมง นอกจากหาดใหญ่แล้วยังสามารถลัดเลาะตามโขดหินไปเวิ้งหาดเล็กหาดน้อยอีกสองสามหาดด้วย ฟ้าเปิดน่าพอใจระดับหนึ่ง ไม่สวยมากแต่ไม่ถึงกับขี้เหร่

Lipe 081

Lipe 082

จากนั้นแวะเม้าเทิร์น รีสอร์ท เห็นบอกกันว่าจากด้านบนรีสอร์ทมองลงมาเป็นจุดชมวิวสวยสุดของหลีเป๊ะ ตอนแรกคิดจะสั่งกาแฟเย็นกินสักแก้ว พอไปถึงรีสอร์ทมีแค่พนักงานระดับเด็กเสิร์ฟ ไม่มีใครสนใจ ผมเลยตีเนียนเข้าไปถ่ายรูปแสนสบายไม่ต้องเสียสตางค์สั่งอาหาร รีสอร์ทดูสวยสมราคาคุย ระดับกิ๊กก๊อกอย่างผมหมดสิทธิ์พัก

Lipe 083

Lipe 084

ถึงเวลาบ๊ายบายหลีเป๊ะ แบกเป้ กระเป๋ากล้อง พร้อมขาตั้ง พะรุงพะรังมานั่งเรือหางที่หาดชาวเลไปยังโป๊ะกลางทะเล ไอ้ระบบจัดการบนโป๊ะนี้แหละยุ่งยากเสี่ยงต่อการตกเรือเพราะค่อนข้างมั่ววุ่นวาย มีกรุ๊ปหนึ่งวางสัมภาระไว้ พนักงานโยนลงสปีดโบ๊ทเรียบร้อยทั้งที่คนเดินทางยังไม่ได้เช็คอินและต้องไปอีกลำหนึ่ง ขากลับเรือวิ่งตรงดิ่งสู่ปากบาราไม่ได้แวะที่ไหน ใช้เวลาเพียงชั่วโมงนิดๆ ถึงฝั่งผมยังไม่ได้จองตั๋วรถทัวร์กลับเพราะไม่แน่ใจจะอยู่ต่อหรือไม่ ลองโทรศัพท์ไปอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตราที่อยู่ใกล้กับปากบารา สอบถามได้ความว่ามีลานกางเต็นท์และมีเต็นท์ให้เช่า เลยเรียกมอเตอร์ไซค์รับจ้างไปส่งที่อุทยานฯ

ผมมีข้อมูลเพียงแค่คร่าวๆ มารู้จากการคุยกับเจ้าหน้าที่อีกทีว่าถึงที่ทำการอุทยานฯ จะอยู่สตูล แต่หมู่เกาะเภตราเป็นเกาะในจังหวัดตรัง ส่วนที่เที่ยวภายในที่ทำการฯ มีไม่มาก แค่สะพานเลียบทะเลรอบเขาโต๊ะหงาย แล้วนั่งเรือหางยาวเที่ยวเกาะลิดี ต้องเหมาลำราคา 1,200 บาท ผมมาคนเดียว แถมช่วงนี้ไม่มีใครไปเที่ยวหาคนจอยไม่ได้ ขอเวลาตัดสินใจสักหน่อย

แม้จะเป็นอุทยานแห่งชาติ ที่นี่กลับรู้สึกเหมือนสวนสาธารณะ เหตุเพราะที่ทำการฯ ตั้งอยู่ติดแหล่งชุมชน ติดท่าเรือประมงน้ำตื้น ขนาดดึกดื่นเที่ยงคืนยังมีเสียงรถราเข้าออกอยู่บ่อยๆ ลานกางเต็นท์ไม่ใช่ริมหาดทราย เป็นสนามหญ้าในสวนหย่อมขนาดเล็กริมทะเล โดยรวมบรรยากาศไม่ค่อยเข้าท่า จะให้ดีเลือกนอนบ้านพักดูโอเคกว่า หรือไม่เช่นนั้นก็ข้ามไปเกาะลิดีมีที่กางเต็นท์ริมหาดเลย

Lipe 087

แต่มาถึงแล้วก็ไม่เรื่องมากครับ ผมนอนง่ายอยู่ง่าย เดินเที่ยวเรื่อยเปื่อยให้สบายใจดีที่สุด


1 พ.ค. ปิดทริปที่เภตรา

ตื่นเช้าหรือนอนไม่หลับ? คงทั้งสองอย่างผสมกัน เมื่อคืนชั่งใจอยู่นาน สุดท้ายตัดสินใจว่าคงไม่ไปเกาะลิดี (เปลี่ยนความคิดไปมาหลายรอบมาก) ถ้าดวงสมพงศ์กันจริงคงมีโอกาสมาเที่ยวคราวหน้า วันนี้ที่เหลือคงเดินเที่ยวเก็บภาพตรงสะพานชมวิวที่เขาเรียกกิ๊บเก๋ว่าสะพานข้ามกาลเวลา เพราะแนวหน้าผาปรากฏร่องรอยของแนวหินสองยุคเวลาคือแนวหินปูนอยู่เหนือหินทราย

ฟ้าสวยใสพอสมควร ฟ้าใสๆ แดดดีๆ ทำให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้นว่าโขดหินริมทะเลที่นี่เป็นแนวหินทรายมีสีแดงเข้มสวยแปลกครับ แต่ทะเลช่วงนี้ไม่ใสเท่าไหร่เพราะลมมรสุมเริ่มเปลี่ยนทิศ เจ้าหน้าที่บอกว่าช่วงต้นปีน้ำใสกว่าที่เห็นตอนนี้แบบคนละเรื่อง

Lipe 088

Lipe 089

ด้วยความที่ยังไม่ได้จองตั๋วรถทัวร์ไว้ก่อน โทรศัพท์ไปถามเขาบอกให้รีบไปซื้อตั๋วด้วยตัวเองเพราะหากช้าอาจหมดต้องยืดเวลาเดินทางอีกวัน ผมเลยรีบออกจากอุทยานฯ ตอนเที่ยงทั้งที่เวลารถออกจากจุดจอดหน้าอนุบาลละงูตั้งสี่โมงเย็น ตอนแรกคิดว่าคงรอแหง่กแน่ ยังดีครับตรงจุดจอดมีร้านกาแฟน่ารักชื่อ บ้านกาแฟ ณ ละงู นั่งพักฟังเพลง จิบกาแฟ ตากแอร์เย็นๆ รวมทั้งอ่านหนังสือ หลังจากกรำร่างกายมาหลายวัน เจอบรรยากาศแบบนี้แล้วเคลิ้มง่วงนอนเหลือเกิน

Lipe 090

รถมาสายเล็กน้อย – สี่โมงครึ่ง ออกจากสตูล ผ่านตรัง พักกินข้าวเย็นที่ทุ่งสง นครศรีธรรมราช จากนั้นผมหลับๆ ตื่นๆ แถว ชุมพร ประจวบ ปราณบุรี เพชรบุรี วูบอีกทีเข้าถนนพระรามที่ 2 ใกล้ถึงเมืองกรุงเต็มที


2 พ.ค. กลับบ้านแล้วนะ

อรุณสวัสดิ์วันใหม่บนทางด่วนกลางเมืองหลวง แรกเดาว่าคงถึงหมอชิตสักแปดโมง พอดีคนขับทำเวลาเร็วถึงแค่หกโมงครึ่ง ขากลับเร็วกว่าขาไปเยอะแฮะ ผมชอบบรรยากาศหมอชิตขาออกนะ ทว่าไม่ชอบขาเข้าเอาเสียเลย – น้องไปไหน พี่ไปไหน ไปโน่นมั้ย ไปนี่มั้ย พอเราไม่ตอบบางครั้งก็พูดจากวนใส่ พอบอกไปลาดพร้าวจะไปไหมล่ะ กลับสะบัดหน้าเดินหนีเสียดื้อๆ

คิดอยู่เหมือนกันคราวหน้าจะเขียนใส่กระดาษห้อยคอไว้ – ขึ้นรถเมล์ ไม่ต้องมาถาม – ให้รู้แล้วรู้รอด นั่งรถเมล์สายไหนมาหมอชิตก็นั่งสายนั้นกลับหอพัก เห็นโพสในเฟซบุ๊คของผองเพื่อนระหว่างผมอยู่สตูลว่ากรุงเทพฝนตก กลับมาปุ๊บฝนตั้งเค้าฟ้าทะมึนจริงแฮะ

รีบโกยอ้าวจากป้ายรถเมล์เข้าหอพัก เปิดประตูห้อง โยนเป้กับขาตั้งลงโครมบนพื้น – แต่วางกระเป๋ากล้องอย่างนิ่มนวล แล้วทิ้งตัวลงบนเตียงอย่างอ่อนแรง

กลับถึงบ้านแล้วนะ…


ติดตามเรื่องราวการท่องเที่ยวเดินทางของผมได้อีกช่องทาง
http://www.facebook.com/alifeatraveller