พระนครศรีอยุธยา กาลครั้งนั้นในความทรงจำ

แค่หนึ่งบันทึกของเศษเสี้ยวการเดินทาง, อยุธยา, 11 มิถุนายน 2552

(1)

เสียงรถไฟฉึกฉักดังสนั่นสองหู หยดน้ำโปรยปรายตามสายลมเป็นละอองพรมใบหน้าช่วยปลุกผมให้คงความสดชื่นกระปรี้กระเปร่าถึงไม่ได้หลับตาลงนอนเลยตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา รถไฟขบวนกรุงเทพ-อุบลราชธานี กำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสม่ำเสมอพาผมสู่จุดหมาย

ผมหลงรักการเดินทางด้วยรถไฟตั้งแต่เมื่อไรไม่อาจจำความได้ รู้สึกเพียงสนุกทุกครั้งกับการขึ้นรถไฟแม้ไม่มีโอกาสทำมันบ่อยนัก ผมรักเสียงล้อเหล็กเลื่อนแล่นตามรางคู่ขนานทอดยาวเหมือนไม่มีจุดสิ้นสุด ผมรักเสียงตะโกนร้องขายของของบรรดาพ่อค้าแม่ค้าหอบหิ้วอาหารเครื่องดื่มส่งกลิ่นหอมเย้ายวนลิ้นตามตู้โดยสาร ผมรักเสียงแก๊บ แก๊บ จากอุปกรณ์เจาะรูตั๋วของนายตรวจ ไม่มีอะไรบนรถไฟให้รู้สึกผมเกลียดชังอย่างจริงจังสักนิดเดียว

น่าประหลาดใจไม่น้อย รถไฟขบวนสุดท้ายที่ผมโดยสารเมื่อราวเจ็ดแปดปีก่อนคือรถไฟเที่ยวเดียวกับเที่ยวซึ่งผมกำลังยืนเกาะราวทางขึ้นลงบันไดชมวิวอยู่ในเวลานี้ กรุงเทพ-อุบลราชธานี แถมยังมีปลายทางเดียวกัน… พระนครศรีอยุธยา

หลังผ่านการทำงานตามวิถีชีวิตประจำวันตลอดทั้งคืน ผมตัดสินใจใช้วันหยุดเพียงวันเดียวต่อสัปดาห์ไปอยุธยา อาศัยความทรงจำเลือนรางเคยไปที่นั่นสมัยเรียนมหาวิทยาลัยเป็นเครื่องนำทาง ผมอยากกลับไปสัมผัสมนต์ขลังของเมืองเก่าที่ประวัติศาสตร์ไม่เคยจางอีกสักครั้ง

เสร็จงานตอนตีห้า – เข้างานตอนเย็นเลิกเช้าตรู่ กลับห้องพักอาบน้ำอาบท่าขับไล่ความง่วงงัน ผมเลือกขึ้นรถไฟที่สถานีดอนเมืองเพราะสะดวกกว่าไปตั้งต้นที่หัวลำโพง ขบวนรถเร็วกรุงเทพ-อุบลราชธานี เทียบชานชาลาตรงเวลา 07.48 น. ตามหน้าตั๋วระบุ กำหนดถึงสถานีอยุธยา 08.25 น. จอดรับส่งผู้โดยสารระหว่างทางเพียงแค่สถานีรังสิตกับเชียงราก

ความจริงต้นฤดูฝนดูไม่เหมาะกับการท่องเที่ยว โดยเฉพาะเมื่อเมฆครึ้มบนฟ้าส่งสัญญาณเรียกสายฝนตั้งแต่เช้าตรู่ของวันใหม่ โชคร้ายคือผมไม่มีทางเลือกนัก วันหยุดประจำสัปดาห์มีเพียงวันเดียวและไม่บ่อยครั้งที่มันจะเหลือเวลาให้ผมตลอดทั้งวันเช่นนี้ หากพลาดการเดินทาง ผมอาจต้องรออีกเดือน สองเดือน สามเดือน เหมือนเคยผลัดการกลับไปเยือนอยุธยาครั้งแล้วครั้งเล่าตลอดสองสามปีที่ผ่านมา

รถเคลื่อนขบวนพ้นผ่านเมืองกรุงไม่นาน วิวสองข้างทางแปรเปลี่ยนเป็นท้องทุ่งเขียวขจีสลับกับบ้านเรือนริมคุ้งน้ำ ฝูงนกหลากสายพันธุ์บินว่อนร่อนกลางท้องนา มันอาจเป็นภาพแสนธรรมดาของชาวบ้านผู้มีวิถีชีวิตเกี่ยวพันธรรมชาติ ทว่ากับผมผู้ผูกติดชีวิตกลางป่าคอนกรีต มันกลับเป็นภาพตื่นตาชื่นใจเหลือเกิน

บรรยากาศบนรถไฟที่ผมคิดถึงไม่เปลี่ยนแปลงจากเดิมนัก ทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยเห็นยังคงมีให้เห็น ผู้โดยสารกับกระเป๋าใบโตเพื่อเดินทางกลับบ้านเกิด นักท่องเที่ยวกับกระเป๋าเป้ใบกะทัดรัด พ่อค้าแม่ค้ายังคงหอบหิ้วอาหารเครื่องดื่มสิ่งของกระจุกกระจิกเร่ขายเดินสวนกันตามตู้โดยสาร

กำลังเพลินกับวิถีและทิวทัศน์รอบข้าง ผมถูกขัดจังหวะโดยชายหนุ่มผมยาวรุงรังท่าทางนักเลงพอตัวเดินมาขอทางซึ่งผมกำลังยืนขวางเพื่อลงไปนั่งบนบันไดขึ้นลงขณะรถไฟกำลังเคลื่อนตัวส่งเสียงกระฉึกกระฉักลั่นหู หนุ่มนิรนามนั่งลงวางขวดเหล้าขาวกับขวดน้ำเปล่าข้างกาย มีหนังสือการ์ตูนขายหัวเราะอีกเล่มเป็นเพื่อน

เขาหันมองผม ชูขวดเหล้าสีน้ำตาลให้ ผมยิ้มคืนแต่ส่ายหน้าแทนคำตอบ เขายื่นหนังสือขายหัวเราะให้อีกครั้ง “ไม่เป็นไรครับ” ผมบอก เขาหันไปกระดกเหล้าเข้าปากตามต่อด้วยน้ำเปล่าอีกหนึ่งอึก เป็นสุราเลิศรสของผู้หลงใหลความเมามายแม้จะมีรายได้ต่ำ ผมอดเป็นห่วงแทนไม่ได้ หากเกิดเขาเมาพลาดท่าหล่นร่วงจากรถที่กำลังแล่นฉิวจะเป็นเรื่องร้ายแรงแค่ไหน แต่จากทีท่าของเขา ผมคงไม่สมควรเอ่ยปากเตือนกระมัง

หยาดฝนเม็ดเล็กๆ เริ่มร่วงหล่นจากท้องฟ้าสีเทาหม่นเมื่อขบวนรถมาถึงสถานีเชียงราก ชายหนุ่มบนขั้นบันไดไม่มีทีท่าหวาดกลัวความเปียกปอน รวมทั้งไม่มีวี่แววว่าเขยื้อนกายไปไหน หากไม่เพราะมีนายตรวจเดินมาตรวจตั๋วโดยสารส่งเสียงดังแก๊บ แก๊บ

“คุณนั่งข้างในดีกว่า เลยตู้เสบียงมีที่ว่างเยอะแยะ นอนก็ยังไหว” นายตรวจบอกหนุ่มขี้เมา

“เหรอ ตู้ด้านในนะ” เขาทวนคำ ลุกขึ้นโดยดี

“พวกนี้ต้องระวัง เมาตกลงไปจะเป็นเรื่องเสียเปล่า” นายตรวจหันมาคุยกับผมบ้าง

“ไปเที่ยวเหรอ ยืนตรงบันไดระวังพลัดหล่นด้วยนะครับ” เขาพูดต่อ

ผมยิ้มตอบกลับความหวังดีโดยไม่ขยับเท้าไปไหน ผมเปล่าดูแคลนคำเตือน แค่มั่นใจว่าตัวเองมีสติไม่ประมาทเลินเล่อขนาดก่อให้เกิดอุบัติเหตุอันตรายถึงชีวิต – อย่างน้อยก็มากกว่าชายคนนั้น ถึงใจจริงรู้ดีว่าไม่ควรยืนกินลมชมวิวอยู่แถวบันไดขึ้นลงก็ตาม

ผละจากหนุ่มขี้เมาและนายตรวจ มีคนทักทายผมเป็นครั้งที่สาม คราวนี้เป็นแม่ค้าสาวร่างท้วมผิวเข้ม

“เบียร์เย็นๆ เหล้าก็มีนะ”

ผมส่ายหัว สงสัยไม่ได้ทำไมกันถึงต้องกินเหล้าบนรถไฟ มันไม่ใช่สถานที่เหมาะแก่การเมามายสักนิด

“บุหรี่ล่ะ เดี๋ยวข้างหน้าหาซื้อยากนะ”

“มีแล้วครับยังเต็มซอง” ผมตอบ

“ไม่เผื่อไว้หน่อยเหรอ” เธอไม่ลดความพยายาม

ผมหัวเราะในลำคอ ส่ายหน้าอีกครั้ง

“ถ้าเกิดหมดอย่ามาตามหาแล้วกัน” เธอยิ้มเจ้าเล่ห์

สายฝนปรอยหายไปในเวลาอีกไม่ช้า ผมคว้ากล้องถ่ายรูปออกจากกระเป๋ากลับมาบันทึกภาพต่อ กระนั้นเพียงไม่นานท้องฟ้าสีเทากลับส่งหยดน้ำพร่างพรู คราวนี้มันทำให้ผมกังวลใจเพราะความรุนแรงทวีขึ้นหลายเท่า ผมเก็บกล้อง มองนาฬิกาข้อมือ 08.10 น. ยังพอมีเวลาอีกเล็กน้อย ภาวนาว่าเมื่อถึงจุดหมายฝนคงหยุดตก ผมทำอะไรไม่ได้นอกจากวาดหวัง

ความน่ากลัวของสายฝนนอกจากรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ละอองน้ำยังกระเซ็นสาดใบหน้าผมเม็ดใหญ่ขึ้น คราใดที่มันดูอ่อนแรงลงพอให้มองในแง่ดีอีกเพียงชั่วอึดใจมันจะโหมกระหน่ำดั่งฟ้าพิโรธ เมฆสีเทาปกคลุมแผ่กว้างสุดลูกหูลูกตา เวลา 08.20 น. ผมไม่อยากนึกภาพจริงๆ ว่าจะอยู่ในสภาพเช่นไรหากสถานการณ์ไม่เปลี่ยนแปลงตอนก้าวเท้าลงรถไฟ

ไม่อยากเชื่อสักนิด เมื่อถึงเวลาผมลั่นชัตเตอร์บันทึกภาพป้ายสถานีรถไฟอยุธยาในอีกไม่กี่นาทีถัดมา ฝนกลับเหือดหายเหมือนเมื่อครู่มันไม่ได้ร่วงหล่นลงเม็ดเลย…


(2)

“อยุธยามีอะไรให้เที่ยว” คือคำถามแทบทุกครั้งเมื่อผมบอกใครต่อใครว่าอยากไปอยุธยา และทุกครั้งผมมักตอบกลับไป “วัดเก่า เมืองเก่า” เพราะสำหรับผมอยุธยาคือแหล่งประวัติศาสตร์ กลับไปเยือนคราใดก็รู้สึกชื่นชอบ นี่คือเมืองเก่าแก่ มีความเป็นมาน่าทึ่งยิ่งกว่ากรุงเทพ มหานครแสนศิวิไลซ์เสียอีก

ผมเคยเที่ยวอยุธยาสามครั้ง ทั้งหมดเกิดสมัยเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย หนแรกตอนเป็นพี่เลี้ยงพาน้องๆ จากค่ายเยาวชนต้านยาเสพติดไปทัศนศึกษา หนสองครั้งร่วมสัมมนาอบรมผู้นำนักศึกษา และหนล่าสุดเป็นครั้งแรกที่ผมเดินทางด้วยตนเองโดยไม่มีไกด์นำทาง มากับเพื่อนๆ เพื่อทำรายงานสัมภาษณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติส่งอาจารย์

ความทรงจำเส้นทางแจ่มชัดและมีประโยชน์ที่สุดคือครั้งสุดท้าย ผมยึดเส้นทางเดิม ลงรถไฟสถานีอยุธยา จากนั้นนั่งเรือข้ามแม่น้ำป่าสักมาตลาดเจ้าพรหมเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นมุ่งสู่เป้าหมายถัดไป

สี่บาทคือค่าเรือข้ามฝาก ผมหมางเมินจักรยานที่จอดเรียงรายให้นักท่องเที่ยวเช่าหา ถึงเคยผ่านหูผ่านตาเรื่องการปั่นเจ้าสองล้อชมรอบเมืองอยู่บ้าง ตรงดิ่งไปยังป้ายรถโดยสารหน้าตลาด ผมตั้งเป้าแต่แรกว่าจะใช้เพียงสองเท้าและขึ้นลงรถโดยสารเท่านั้น

คงเพราะการเอากล้องคล้องคอกับการสะพายเป้ทำให้ผมดูไม่แตกต่างจากนักท่องเที่ยวอื่นๆ บรรดาโชเฟอร์ตุ๊กตุ๊กถึงเรียงหน้าเข้ามานำเสนอพาหนะนำเที่ยวพัลวัน ผมบอกปัดทุกข้อเสนอ ลุงโชเฟอร์คันหนึ่งพยายามเซ้าซี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเมื่อผมตอบว่าไม่

“ลุงคิดแค่ชั่วโมงละร้อยเดียว พาไปไหนก็ได้” แกยื่นหน้าตะโกนมาจากรถสีน้ำเงิน

ชั่วโมงละหนึ่งร้อยบาท ผมไม่รู้ว่านั่นใช่ราคามาตรฐานหรือไม่ แต่สำหรับนักเดินทางกระเป๋าแฟบอย่างผม มันเป็นราคาสูงอยู่สักหน่อยทำให้ไม่อาจตัดใจตอบรับลง

ไม่มีการถามไถ่เส้นทางจากชาวบ้านทางแม้ไม่รู้เพราะผมไม่ต้องการเช่นนั้น และไม่คิดว่าตัวเองจะหลงจนหาทางกลับไม่ถูก ในอยุธยาซ้ายหรือขวาล้วนคือวัดวาอาราม ผมขอให้โชคชะตาพาไปไหนต่อไหนเอาเอง ว่าแล้วกระโดดขึ้นรถสองแถวสีฟ้าคันโตให้มันพาไปสู่จุดหมายซึ่งผมไม่รู้เช่นกันว่าคือที่ใด

ความผิดพลาดมักเกิดขึ้นจากการไม่ตระเตรียม ผมไม่มีแผนที่ ไม่มีสถานที่ต้องการไปแน่ชัด สองแถวเจ้ากรรมพาผมข้ามสะพานนเรศวรกลับไปยังอีกฝากของแม่น้ำป่าสักทั้งที่เพิ่งเสียเงินค่าเรือข้ามฝากข้ามมาหยกๆ นอกจากมันไม่พาผมไปยังวัดเก่าแก่ที่ไหนในอำเภอพระนครศรีอยุธยา มันยิ่งพาผมไปไกลจากสถานีรถไฟด้วยซ้ำ ผมทนรอแก้เขินสักพักเมื่อรู้ตัวว่าขึ้นรถผิดสายแล้วค่อยหาจังหวะดีๆ กดกริ่งลงรถเมื่อพ้นเจดีย์ใหญ่กลางถนน – ทราบทีหลังว่าคือวงเวียนเจดีย์วัดสามปลื้ม

เมฆสีเทายังกระจัดกระจายลอยไปลอยมาสร้างความกังวลใจว่าฝนจะตกลงมาอีกครั้งเมื่อใด ผมขึ้นสะพานลอยข้ามไปอีกฝากของถนนหวังว่าคงพบอะไรพอเป็นไกด์นำทาง  และทางซ้ายของวงเวียนการเดินทางอย่างจริงจังจึงเริ่มขึ้นเมื่อพบป้ายบอกทาง วัดใหญ่ชัยมงคล 1 วัดพนัญเชิง 2  หมู่บ้านญี่ปุ่น 4

วินมอเตอร์ไซค์จอดพร้อมให้เรียกใช้ แต่ระยะทางเพียงสี่กิโลเมตรไม่ไกลเกินกว่าสองเท้านำพา

09.19 น. ผมเริ่มออกเดิน ราวสิบนาที วัดใหญ่ชัยมงคลก็ตั้งเด่นเบื้องหน้า นี่คือวัดแห่งแรกซึ่งผมเหยียบย่างในการมาเยือนอยุธยาครั้งล่าสุดเมื่อหลายปีก่อน ครั้งนี้ผมก็กลับมาเริ่มต้นที่นี่ ผิดกันเพียงคราวที่แล้วผมมาถึงหน้าวัดจากถนนทางขวา คราวนี้ผมเข้ามาจากทางซ้าย มันอาจเป็นการบังเอิญหลงทางอันน่าขันที่สุดในโลก

ค่าเข้าสำหรับชาวต่างชาติ 50 บาท ไม่คิดเงินสำหรับคนไทย เพราะถึงมีโบราณสถานทว่าไม่ได้อยู่ในเขตอุทยานประวัติศาสตร์ สิ่งแรกที่ทำคือกราบไหว้พระพุทธไสยาสน์หรือพระนอนปูนปั้นสีขาว ได้ยินสำเนียงภาษาอังกฤษแปร่งหูของไกด์หนุ่มใหญ่อธิบายให้สาวฝรั่งกลุ่มหนึ่งฟังพอจับใจความว่าวิหารแห่งนี้สร้างขึ้นสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และหากไปยังวัดโพธิ์ กรุงเทพ จะพบพระพุทธไสยาสน์องค์ใหญ่เช่นกันแต่เป็นพระพุทธรูปสีทอง ผมอดขันกับสำเนียงแปร่งๆ ไม่ได้ และอดคิดไม่ได้เช่นกันว่าสาวฝรั่งจะเข้าใจคุณค่าทางประวัติศาสตร์ทั้งหมดหรือไม่

ไหว้พระถ่ายรูปเสร็จสรรพ เดินต่อไปยังเจดีย์ชัยมงคล – เจดีย์สูงที่สุดในจังหวัดอยุธยา รอบเจดีย์ทั้งสี่ด้านมีพระพุทธรูปสภาพสมบูรณ์เรียงรายนับร้อยองค์ คงสร้างขึ้นใหม่หลังจากการบูรณะ เพราะปัจจุบันวัดแห่งนี้เป็นวัดราษฎร์มีพระจำพรรษามิใช่เป็นเพียงโบราณสถาน

วัดร้อยพระ – ผมอยากเรียกวัดใหญ่ชัยมงคลเช่นนี้จริงๆ

ถ่ายรูปและเดินชมรอบวัดจนหนำใจเกือบสิบโมงครึ่ง ก่อนออกจากวัดผมแวะทำสังฆทานกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้ญาติผู้ใหญ่ผู้ลาจากไปหลายปี ความตั้งใจเกือบล้มตั้งแต่แรกก้าวเข้าไปยังศาลาเมื่อเห็นพระสงฆ์รูปหนึ่งนั่งสูบบุหรี่อย่างสบายอารมณ์ การสูบบุหรี่ไม่ผิดศีลของพระแต่มันย่อมหมายถึงยังตัดกิเลสไม่ได้ ยิ่งปกติผมไม่ใส่นักกับการทำบุญให้วัดวาด้วยเชื่อว่าการบริจาคเงินกับสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้า เด็กพิการ หรือเด็กด้อยโอกาสทั้งหลายให้ประโยชน์มากกว่า เอาเถอะไหนๆ ตั้งใจไว้ก็ไม่อยากกลับลำเสียกลางคัน

ทำบุญอย่าคิดมาก ผมพยายามบอกตัวเอง

ฟ้ายังหม่นหมอง แม้จะมีแสงแดดแรงขึ้น เรียกเม็ดเหงื่อพราวใบหน้าระหว่างการเดินต่อจากวัดใหญ่ชัยมงคลไปวัดพนัญเชิง อีกหนึ่งกิโลเมตรกว่าๆ ไม่ใช่ระยะทางไกลแต่เพราะอากาศอบอ้าวรวมกับการไม่ได้ข่มตานอนตลอดคืนทำให้ขาสองข้างชักอ่อนแรงต้องแวะหาน้ำดื่มจากร้านสะดวกซื้อเขียว-แดงระหว่างทาง กระดกพรวดเดียวครึ่งขวดค่อยพอให้สดชื่นบ้าง

ยิ่งใกล้วัดพนัญเชิง ผมสังเกตเห็นร้านขายปลาหลากสายพันธุ์บรรจุใส่ถุงเล็กๆ แขวนเรียงรายมากขึ้น ปล่อยปลาเพื่อทำบุญคือคำเชิญชวน ผมพยายามนึกว่าวัดนี้มีหน้าตาเป็นเช่นไร เชื่อมั่นว่าต้องเคยมาเยือน ทว่านึกเช่นไรก็นึกไม่ออก คำเฉลยมาถึงจากการอ่านประวัติเพราะวัดแห่งนี้อาจจะสร้างขึ้นก่อนสมัยกรุงศรีอยุธยา แต่ปัจจุบันได้รับการบูรณะซ่อมแซมมีสถานะเป็นพระอารามหลวงชั้นโท ผมไม่ประหลาดใจอีกต่อไปว่าทำไมถึงมีร้านขายปลาอยู่เรียงรายสองข้างทาง นี่คือวัดดังแบบที่เราสามารถพบเห็นทั่วไปในกรุงเทพ เป็นที่ประดิษฐานองค์หลวงพ่อโต ซำปอกง หรือพระพุทธไตรรัตนนายก ซึ่งมีการจำลองไว้ ณ วัดกัลยาณมิตรในกรุงเทพ และวัดอุภัยภาติการาม ฉะเชิงเทรา

หากวัดใหญ่ชัยมงคลมีนักท่องเที่ยวขวักไขว่ ที่วัดพนัญเชิงผู้คนส่วนมากมาแสวงบุญไหว้พระเพื่อเป็นสิริมงคล อาคารหลายหลังแสดงถึงสถาปัตยกรรมจีน นอกจากองค์หลวงพ่อโตซำปอกง ยังมีพระพุทธรูปแบบจีนอื่นๆ ให้กราบไว้ มีศาลเจ้าพ่อกวนอู ท้าวจตุโลกบาล หรือ สี่ไต้เทียนอ๋อง ตรงข้ามกับวัดคือสุสานจีน – ฮวงซุ้ย คงเป็นศูนย์รวมพี่น้องเชื้อสายจีนแห่งอยุธยา

เพราะไม่ใช่โบราณสถาน ผมเลยใช้เวลาในวัดพนัญเชิงค่อนข้างน้อยและเร่งรีบเดินเท้าต่อไปยังหมู่บ้านญี่ปุ่น สองกิโลเมตรดูเหมือนช่างแสนไกลในคราวนี้เมื่อตลอดถนนเบื้องหน้าพาผมให้ห่างจากผู้คนขึ้นเรื่อยๆ ข้างทางค่อนข้างเปล่าเปลี่ยวรกร้าง นานทีถึงมีรถราวิ่งผ่าน แต่ไม่มีอะไรหนักหนาเท่าการเจอคู่อริโดยไม่ได้ตั้งใจ

ก้าวผ่านบ้านหลังหนึ่งผมบังเอิญสบตากับหนุ่มสี่ขาเจ้าถิ่นตัวดำทะมึน แทบไม่มีการทักทายให้เสียเวลามันวิ่งพ้นรั้วบ้านแยกเขี้ยวส่งเสียงคำราม จากหนึ่งปากอีกเพียงอึดใจเดียวเพื่อนพ้องห้าตัวของมันตามมาสบทบ พริบตาเดียวผมตกอยู่ในวงล้อมของสุนัขวัยฉกรรจ์หกตัว ไม่มีทีท่าว่าจะมีบุคคลใดเรียกพวกมันกลับเข้าบ้านเสียด้วย

ผมไม่ใช่คนกลัวหมา อย่างไรก็เถอะการโดนฝูงหมาหลายตัวรุมล้อมไม่ใช่เรื่องน่าพิสมัยโดยเฉพาะเมื่อมันแยกเขี้ยวเห่าใส่ เพราะรู้ดีว่าสถานการณ์เช่นนี้หากก้าวเท้าวิ่งสักก้าวคงไม่แคล้วตกเป็นเหยื่อให้พวกมันวิ่งไล่อย่างเมามัน ผมกลั้นใจสู้เดินหน้าตามจังหวะตัวเองต่อไปทำเป็นไม่สนใจเสียงคำรามขรม ดูเหมือนอาณาเขตของพวกมันแถวนี้ช่างกว้างขวางนัก กว่าร้อยเมตรจากบ้านหลังนั้นพวกมันถึงยอมราปากปล่อยผมเป็นอิสระ

คำถามเกิดขึ้นในใจ หากมันรุมขย้ำผมเข้า ใครจะรับผิดชอบ… นี่เป็นอีกหนึ่งปัญหาเล็กๆ ของสังคมที่ไม่เคยได้รับการเยียวยา ไม่ต่างจากการปล่อยให้หมาวิ่งไล่เห่ารถมอเตอร์ไซค์ของชาวบ้านชาวช่องจนเกิดอุบัติเหตุ ปัญหาดูเหมือนเล็กๆ ไม่มีใครใส่ใจเกิดขึ้นแทบทุกตรอกซอกซอยจนกลายเป็นความเคยชิน เป็นหน้าที่ของผู้คนเดินถนนต้องระมัดระวัง ไม่ใช่หน้าที่ของเจ้าของหมาดูแลไม่ให้มันรบกวนคนอื่น

อารมณ์หงุดหงิดปนตื่นเต้นเพราะเหล่าสุนัขขาโหดแปรเปลี่ยนเป็นความเบิกบานเมื่อพบนกปากห่างฝูงใหญ่บินร่อนลอยลมอยู่บนท้องฟ้าดูน่าเบิกบาน และไม่ไกลจากตรงนั้นสัญลักษณ์แห่งความหวังปรากฏขึ้นบอกว่าหมู่บ้านญี่ปุ่นอยู่ห่างออกไปเพียงร้อยเมตร

ภายนอกเงียบเหงาไม่เหมือนที่ท่องเที่ยว ค้นพบภายหลังว่าสถานที่แห่งนี้สร้างเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งความทรงจำว่าเคยมีหมู่บ้านชนชาวอาทิตย์อุทัยตั้งอยู่สมัยกรุงศรีอยุธยา เสียค่าตั๋ว 50 บาทแลกกับการตากแอร์เย็นฉ่ำดูวิดีโอประวัติการติดต่อกับชาวต่างประเทศโดยเฉพาะชาวญี่ปุ่นของอยุธยาราวสิบนาที รับรู้ว่าคนญี่ปุ่นกว่า 70-80 เปอร์เซ็นต์ที่อาศัยในหมู่บ้านแห่งนี้เป็นผู้นับถือศาสนาคริสต์ ส่วนห้องจัดแสดงนิทรรศการตบแต่งสวยจริง เสียดายว่าขนาดเล็กและไม่มีอะไรน่าสนใจ เช่นเดียวกับสวนด้านนอกจัดไว้เหมาะกับการนั่งพักผ่อนธรรมดาไม่แตกต่างจากอนุสรณ์สถานทั่วไป

ยามเที่ยงมาเยือนด้วยความอบอ้าวถึงขีดสุด ฟ้าหม่นอากาศร้อนชวนอึดอัด ยังดีมีสายลมริมแม่น้ำช่วยขับไล่ความเหน็ดเหนื่อยได้พอประมาณ เรือนานาชนิดเคลื่อนผ่านอย่างช้าๆ มีชาวบ้านวางเบ็ดตกปลาริมตลิ่ง หลังเดินเล่นส่องกล้องยิงนกยิงผีเสื้อในสวนญี่ปุ่น ผมหันมาใช้เวลานั่งพักผ่อนบนศาลาร่มรื่นนานพอสมควร ล้างหน้าล้างตาเรียกความสดชื่นสักหน่อยก็กระปรี้กระเปร่าพอพร้อมเดินทางต่อ

ผมเก็บภาพสุดท้ายที่หมู่บ้านญี่ปุ่นตอน 12.47 น. ไม่คิดกลับมาเยือนอีกเป็นครั้ง แต่ไม่รู้สึกเสียดายกับการเดินเท้าสี่กิโลเมตรจากวงเวียนเจดีย์วัดสามปลื้มมาตรงนี้ อย่างน้อยมันก็ช่วยให้ผมเรียนรู้ประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยามากขึ้น

สำคัญคือมันน่าประหลาด ผมไม่รู้สึกถึงความง่วงงันสักนิด…


(3)

ความร้อนผ่าวแผดเผาใต้ฟ้าหม่นซึ่งไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นหลังจากฝนตกหนักในตอนเช้าอย่างรุนแรงผลาญพลังกายของผมไปมาก  แต่หลังจากได้เส้นใหญ่ผัดซีอี๊วขนาดกำลังเหมาะหนึ่งจานลงท้องพร้อมน้ำอัดลมสีดำเย็นฉ่ำอีกหนึ่งขวด จึงกลับมามีกำลังวงชาพร้อมมุ่งสู่จุดหมายที่ตระหง่านอยู่ไม่ไกลตรงหน้า… วัดมหาธาตุ

ผมมาอยู่หน้าวัดมหาธาตุด้วยการเดินเท้าตามตั้งใจไว้ หลังสอบถามเส้นทางการขึ้นรถโดยสารจากหมู่บ้านญี่ปุ่นกลับมาตลาดเจ้าพรหมแบบไม่หลงทางอีก ไล่แผนที่จากภาพถ่ายพบว่าหากเดินทะลุตลาดไปตามถนนหอรัตนไชยจะถึงวัดมหาธาตุ วัดโบราณสำคัญยิ่งในสมัยกรุงศรีอยุธยา เพราะเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ แถมยังเป็นที่พำนักของสมเด็จพระสังฆราช คำนวณระยะทางไม่ไกลเกินเดินเท้าก้าวเดินทันที

จากตลาดเจ้าพรหมเดินสักสิบนาทีก็มายืนถ่ายรูปเจดีย์เก่าแก่สภาพใกล้พังทลายซ่อนตัวอยู่ในซอยข้างถนนติดกับบ้านเรือนเหมือนวัฒนธรรมสองยุคสมัยหลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งอย่างไม่เข้ากันสักนิด

เดินหามุมวนถ่ายรูปรอบเจดีย์ดังกล่าวยังไม่ทันจุใจ ผมต้องโชคร้ายประสบพบเจอผู้ที่ไม่ต้องการปะหน้าอีกครั้งเมื่อสุนัขไม่ต่ำกว่าสิบตัวเร่งฝีเท้าจากซอยอีกด้านของเจดีย์ตรงปรี่เข้ามาหาพร้อมเสียงเห่าดังระงม พวกมันรวมตัวกันมากกว่าคราวแรกที่เดินไปหมู่บ้านญี่ปุ่นเสียอีก ซ้ำร้ายคือมันเกิดตอนผมกำลังถ่ายรูปเจดีย์อย่างเพลินอารมณ์ ผมยังอยากถ่ายภาพต่อแต่จนปัญญาเมื่อเจ้าของที่ขับไล่ สถานการณ์เลวร้ายลงอีกเมื่อเสียงเห่าของสุนัขกลุ่มแรกเป็นสัญญาณเรียกให้เพื่อนในซอยตามมาสมทบเพิ่มจำนวนเกือบยี่สิบตัว สุดท้ายพวกมันประสบความสำเร็จในการบังคับให้ผมหลบจากพื้นที่ที่พวกมันยึดถือเป็นกรรมสิทธิ์โดยไม่ต้องมีโฉนด

พ้นจากเจดีย์ร้าง ผมเห็นควรแก่เวลาหาอะไรลงท้องสักหน่อย ความเหน็ดเหนื่อยทำให้ข้าวผัดกระเพราสักจานยากแก่การกลืนผ่านลำคอจึงเลือกเส้นใหญ่ผัดซีอิ๊วจากร้านอาหารตามสั่งข้างถนนระดับแสนธรรมดาสามัญ

“มาเที่ยวเหรอพ่อหนุ่มจากไหนเนี่ย” ป้าเจ้าของร้านถาม พร้อมถือวิสาสะนั่งคุยกับผม

“กรุงเทพครับป้า” ผมยิ้มตอบแก ตักเส้นก๋วยเตี๋ยวเข้าปาก

“มาคนเดียวเหรอ”

“ครับ” ผมพยักหน้า “อยากมาก็มา เที่ยวคนเดียวสบายดีครับ”

แกชวนผมคุยเช่นเดียวกับที่ผมถามโน่นถามนี่แกไม่น้อยเกี่ยวกับความเป็นไปในปัจจุบันของอยุธยา รวมทั้งไม่ลืมถามชื่อเจดีย์ร้างในซอยได้คำตอบว่าคือวัดชัยภูมิ คงมีเพียงท้องถิ่นรู้จักเพราะไม่ได้มีการปักป้ายบ่งบอก (ปัจจุบันวัดและเจดีย์ได้รับการบูรณะทั้งหมด ภาพที่ผมถ่ายเก็บไว้จึงไม่มีใครสามารถถ่ายซ้ำอีก)

“นี่พ่อหนุ่ม ถ้าเป็นที่อื่นเราอย่าไปวางกล้องวางกระเป๋าแบบนี้เชียวนะ”

ป้าแกเอ่ยอีกเมื่อเห็นผมวางกล้องไว้บนโต๊ะ เช่นเดียวกับปลดเป้วางบนเก้าอี้ข้างตัว

“ขโมยขโจรมันเยอะ แกล้งทำมาสั่งข้าว เผลอแป๊บเดียวหยิบวิ่งหนีไปเลย”

“พวกนี้มันไวตำรวจยังไล่ไม่ทัน บางทีเจ้าของร้านไม่มีเวลามาสังเกตสังกาหรอก”

“ครับป้า” ผมรับคำป้า เอากล้องกลับมาคล้องคอทันที มันคือ D-SLR ตัวแรกในชีวิต ผมไม่อยากให้มันหลุดหายไปเพราะความสะเพร่าทั้งที่ผู้ใหญ่เตือนแล้วหรอก

อิ่มหนำสำราญท้อง พักสูบบุรี่สักตัว ผมจ่ายเงินและไหว้ลาคุณป้าเจ้าของร้านด้วยรอยยิ้ม มิตรภาพเล็กๆ ซึ่งคนท้องถิ่นมีให้นักท่องเที่ยว ไม่ต้องทำอะไรมากมาย แค่ขายของตามราคาท้องตลาดทั่วไปไม่เห็นผมเป็นโอกาสให้ขูดรีด ให้คำแนะนำดีๆ เป็นประโยชน์ นั่นก็เป็นไมตรีจิตงดงามยิ่งนัก

ผมไม่เคยมาวัดมหาธาตุ เป็นจุดมุ่งหมายแรกๆ ที่ต้องการมาเยี่ยมเยือนในครั้งนี้ 14.04 น. ผมยืนอยู่หน้าวัด ไม่รีรอเสียเวลาจ่ายเงินสิบบาทเป็นค่าเข้าชม นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติไม่ถึงกับหนาตาแต่ก็มีไม่ขาด เศียรพระถูกห้อมล้อมด้วยรากต้นโพธิ์คือภาพที่เห็นบ่อยครั้งในหนังสือและเว็บไซต์ ผมย่อมไม่พลาดถ่ายภาพดังกล่าว วัดแห่งนี้มีพระพุทธรูปสภาพค่อนข้างสมบูรณ์เพียงองค์เดียว ผมคิดเองว่าน่าจะได้รับการนำมาประดิษฐานภายหลัง เพราะระหว่างการเสียกรุงครั้งที่สองทุกอย่างคงถูกทำลายราบ และพระพุทธรูปหักพังไร้เศียรกลายเป็นสิ่งที่พบได้ในวัดทุกแห่ง

หลังรับการต้อนรับอย่างดีจากป้าร้านอาหารตามสั่ง ถึงคิวผมกลายเป็นเจ้าบ้านที่ดีบ้างด้วยการกดชัตเตอร์บันทึกภาพให้กับหนุ่มสาวชาวต่างชาติ ทั้งสองรับกล้องไปดูรูปพร้อมรอยยิ้ม – คงเป็นเพราะกล้องดีมากกว่าฝีมือของผมทำให้ภาพถ่ายถูกใจพวกเขา

“Thank you” หนุ่มฝรั่งยิ้ม

“You’re welcome” ผมตอบกลับตามมารยาท

“ขอบคูณค้าบ” เขาส่งภาษาไทยสำเนียงแปร่งหู

“ด้วยความยินดี” ผมบอกกลับไป ถึงคิดว่าประโยคนี้เขาคงไม่เข้าใจก็ตาม

ใช้เวลากว่าสี่สิบนาทีซึมซับประวัติศาสตร์โดยรอบและถ่ายรูปจนทั่ววัด เป้าหมายต่อไปของผมอยู่แค่อีกฝั่งฝากถนน พระปรางค์องค์ใหญ่ตั้งตระหง่านท้าทายท้องฟ้าที่วัดราชบูรณะ แต่มันทำให้ผมเอะใจเช่นกันว่าทำไมวัดมหาธาตุที่มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากันถึงไม่มีพระปรางค์ คำตอบมาคลายเอาจากประวัติวัดอธิบายว่าพระปรางค์วัดมหาธาตุพังทลายลงสมัยรัชกาลที่ 5 โดยไม่ได้บูรณะหรือสร้างใหม่

จากวัดมหาธาตุ ผมเสียเงินอีกสิบบาทเข้าวัดราชบูรณะ เคยอ่านเรื่องกรุสมบัติในพระปรางค์วัดแห่งนี้อยู่บ้าง ฟังดูน่าตื่นตาตื่นใจไม่น้อย

แดดเปรี้ยงแผดแสงไม่หยุดหย่อน ที่วัดราชบูรณะผมแทบกลายเป็นนักท่องเที่ยวคนเดียวที่เดินเล่นชมความงามแตกต่างจากวัดมหาธาตุซึ่งยังมีผู้คนทยอยเดินเข้าออก นั่นเป็นเรื่องดีสำหรับการบันทึกภาพ พระปรางค์องค์ใหญ่มองเห็นชัดตั้งแต่ปากทางเข้าวัด ความงดงามของสถาปัตยกรรมโบราณออกแบบมาอย่างวิจิตรแสดงให้เห็นถึงความรุ่งเรืองของอยุธยา

สารคดีในหมู่บ้านญี่ปุ่นบรรยายว่าไม่มีกษัตริย์ประเทศใดในโลกมีเมืองงดงามตระการตาเฉกเช่นเดียวกับกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาหวนเข้ามาในความคิด วัดขนาดใหญ่สร้างอย่างประณีตบรรจงเช่นวัดมหาธาตุกับวัดราชบูรณะตั้งอยู่ห่างกันไม่กี่สิบเมตร และยังมีวัดสวยงามอีกหลายแห่งรายรอบในรัศมีใกล้ๆ มันยืนยันว่าอยุธยาต้องเป็นเมืองสุดแสนยิ่งใหญ่สมดังสารคดีบอกไว้

บันทึกภาพพระปรางค์แทบทุกมุมเท่าที่สามารถทำได้ ผมขึ้นบันไดสู่ภายในพระปรางค์อันเป็นที่มาของคำว่ากรุสมบัติวัดราชบูรณะ พระปรางค์มีความลึกสี่ชั้น ทุกชั้นเคยมีการเก็บซ่อนสมบัติมากมาย หลังจากค้นพบกรุเมื่อปี 2499 ปีถัดมามีขโมยกลุ่มใหญ่ลักลอบมาค้นขโมยสมบัติบางส่วน ก่อนกรมศิลปากรจะทำการสำรวจอย่างละเอียดเสร็จสิ้นและย้ายทรัพย์สมบัติทั้งหมดไปไว้ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา ตั้งอยู่ใกล้กันนี่แหละ

15.40 น. ก้าวเท้าจากวัดราชบูรณะหลังหมดเวลาส่วนหนึ่งไปกับการเอนหลังพักเอาแรงใต้ร่มไม้ใหญ่ ผมยังไม่ง่วงแต่ขาแข้งชักอ่อนล้า ดูจากแผนที่ยังต้องเดินอีกสักพักกว่าจะถึงจุดหมายต่อไป

วัดพระราม ผมเคยมาเยือนในครั้งล่าสุดและอยากกลับไปอีกหน เลือกทางเดินผ่านทางเข้าวัดมหาธาตุตรงไปตามบึงพระรามเพื่อทะลุออกอีกฝั่งของบึง ตามทางเส้นนี้พบวัดที่มีการติดป้ายบอกว่าวัดนกและวัดหลังคาดำ สิ่งหลงเหลือมีเพียงเจดีย์กับพระอุโบสถสภาพใกล้ผุพังไม่ต่างจากวัดเล็กๆ แห่งอื่น

โลกแห่งความโบราณโอ่อ่าของอยุธยาในสายตาผมเกือบสลายสิ้นลงในการเดินตามทางสายนี้ ที่บึงพระราม ผมเห็นภาพชวนให้จิตใจห่อเหี่ยวไม่น้อย มันไม่ใช่เพียงสวนสาธารณะรายล้อมด้วยมรดกโลก แต่ยังเป็นแหล่งมั่วสุมของวัยรุ่นวัยรัก หนุ่มสาวหลายคู่ บางคู่ในชุดนักเรียน พลอดรักโอบเอวกอดกันโดยไม่สนใจสายตาผู้สัญจรผ่านไปมา ร้ายกว่านั้นการกระทำของพวกเขาเกิดต่อหน้าพระพุทธรูป ถึงเข้าใจพฤติกรรมของวัยรุ่นดี มันก็ยังถือเป็นการกระทำไม่เหมาะสมด้วยประการทั้งปวง

คราแรกผมตั้งใจเดินตัดบึงอย่างรวดเร็ว บังเอิญเสียงนกกางเขนร้องสอดประสานกัน แถมยังมีการบินโฉบอวดโฉมให้เห็น เย้าใจจนต้องหยิบกล้องมาถ่ายรูป เดินไล่ตามเสียงซ้ายทีขวาทีเผลอเพียงไม่นานผมเสียเวลากับพวกมันเกือบครึ่งชั่วโมง สุดท้ายตัดผ่านบึงพระรามจนมาทะลุอีกฝั่งอยู่ตรงหน้าโรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย มองเห็นยอดพระปรางค์วัดพระรามอยู่ไม่ไกลก็เป็นเวลาเกือบสี่โมงครึ่ง

ขวาหรือตรงไป ผมมีสองทางเลือกในการวนหาทางเข้าและหลังจากไม่หลงมานาน ครั้งนี้ผมเลือกผิด เส้นทางขวาไม่ได้พาผมไปทางเข้าวัดพระรามกลับพาไปพบทางเข้าวัดพระศรีสรรเพชญ์แทน แน่นอนเมื่อมาอยู่ตรงหน้าผมควักเงินสิบบาทเดินเข้าวัดโดยไม่ลังเล

นี่คือวัดสุดท้ายที่ผมสัมผัสในการเที่ยวอยุธยาหนที่ผ่านมาล่าสุด เจดีย์สูงตระหง่านสามองค์ยังเป็นภาพฝังตา วัดแห่งนี้เป็นวัดประจำพระราชวัง ตั้งติดกับพระราชวังโบราณสมัยกรุงศรีอยุธยา ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา แม้เต็มไปด้วยซากปรักหักพังแต่สิ่งหลงเหลือยังทำให้เราสามารถจินตนาการถึงความยิ่งใหญ่ในอดีตไม่ยาก และถึงเป็นเวลาค่อนข้างเย็นนักท่องเที่ยวยังทยอยเข้ามาเป็นระยะ

หลังเก็บภาพจนหนำใจ ผมเดินทะลุด้านหลังวัดเข้าสู่อาณาเขตพระราชวังโบราณ แอ่งน้ำขนาดใหญ่เบื้องหน้ามีน้ำค่อนขอด แต่ยังเป็นแหล่งดึงดูดเหล่านกน้อยส่งเสียงร้องกันให้ขรม ด้วยความเมื่อยล้าของสองแข้ง ผมตัดสินใจให้ที่นี่เป็นจุดสุดท้าย เลือกนั่งริมบ่อหยิบกล้องมาส่องนก อาบร่มไม้อย่างเพลินใจ

และเป็นครั้งที่สามของวัน ผมโดนเพื่อนสี่ขาร่วมโลกตามรังควาญ กำลังนั่งดูนกเพลินๆ เสียงโฮ่งๆ ดังขึ้นจากด้านหลัง สุนัขทั้งครอบครัวราวหกหรือเจ็ดตัวส่งเสียงคำรามวิ่งปรี่เข้ามา แทบไม่อยากเชื่อว่าในสถานที่ท่องเที่ยวเช่นนี้ผมยังกลายเป็นผู้รุกรานของพวกมัน เสียงเห่าทำให้นกน้อยบินหนีจ้าละหวั่น ผมยังคงนั่งนิ่งทำเป็นไม่สนใจหวังว่ามันคงเบื่อไปเอง กระนั้นสุดท้ายไม่มีทีท่าว่ามันจะปล่อยให้ผมทำอะไรดั่งใจ ผมต้องเป็นฝ่ายถอนทัพยกธงขาว

“เออ… กูยอมแพ้” ผมบอกโดยไม่หวังให้มันเข้าใจอะไร

พระอาทิตย์เริ่มอ่อนแสง ยามเย็นกล้ำกลาย ผู้คนออกกำลังกายด้วยการวิ่งเหยาะๆ รอบวัด น่าแปลกไม่ยักเห็นเจ้าพวกสี่เท้าไล่ล่าคนเหล่านั้น เหมือนพวกมันเล็งเป้ามายังผมคนเดียว ทั้งชีวิตผมไม่เคยรังแกหมา ทำไมพวกมันถึงจ้องรังแกผมเหลือเกิน

ตัดใจเดินกลับเข้าวัดโผล่ทะลุออกทางด้านหน้า สอบถามเส้นทางรถโดยสารกลับสู่ตลาดเจ้าพรหมเสร็จสรรพ ผมก้าวตามถนนมาพบทางเข้าวัดพระรามในที่สุด 17.50 น. ดูเหมือนสายเกินไป ไม่มีเวลาเหลือพอให้แวะชมความขรึมขลังอีกแล้วจึงแค่บันทึกภาพพระปรางค์จากภายนอกขณะยืนรอรถโดยสาร

เมืองเก่าพระนครศรีอยุธยาในหนึ่งวันหมดลง ครั้งล่าสุดที่มาที่นี่ผมเริ่มต้นตรงวัดใหญ่ชัยมงคลและจบตรงวัดพระศรีสรรเพชญ์ สำหรับครั้งนี้เดินทางคนละเส้นแต่กลับมีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดเหมือนกันอย่างไม่น่าเป็นไปได้…


(4)

บรรยากาศสถานีรถไฟอยุธยายามเย็นคึกคักครึกครื้น เสียงเพลงทำนองเร้าอารมณ์ดังลั่นสถานีจนอดขันไม่ได้ว่ามันคือสถานีรถไฟหรือแหล่งบันเทิงยามค่ำคืน ชานชาลาเต็มไปด้วยผู้คนทั้งวัยทำงานและวัยเรียนรอโดยสารรถไฟกลับบ้าน

ยี่สิบห้าบาทคือเงินที่ผมเสียให้มอเตอร์ไซค์รับจ้างในการเดินทางจากหน้าวัดพระรามมายังสถานีรถไฟ เป็นครั้งแรกของวันอย่างจริงจังที่ผมนึกถึงการใช้บริการรถสองล้อติดเครื่องยนต์ หลังจากการยืนรอรถโดยสารส่อเค้าจะล้มเหลว และผมอาจหลงทางอีกครั้งถ้าดันกระโจนขึ้นรถผิดคัน

หน้าวัดพระราม เมื่อไม่เห็นวี่แววของรถโดยสาร ผมเดินข้ามฝั่งถนนเรียกคนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างในเสื้อกั๊กสีแดงตรงศาลาหน้าคุ้มขุนแผน บอกจุดหมายปลายทางอย่างชัดเจน

“เท่าไหร่ครับ” ผมไม่ลืมถามราคาก่อนขึ้น

“น้องให้เท่าไหร่ล่ะ” คำตอบของเขาเจ้าเล่ห์เหลือเกิน

“ปกติพี่ไปเท่าไหร่ เท่าไหร่ก็เท่านั้น”

“ก็น้องให้เท่าไหร่ล่ะ”

นับเป็นการต่อรองราคาอันน่าหงุดหงิดใจอย่างบอกไม่ถูก ผมไม่เกี่ยงเรื่องเงินหากเห็นว่าสมเหตุสมผลนี่ผมไม่ได้รับคำตอบด้วยซ้ำ

“ผมไม่ใช่คนที่นี่นี่ครับ ปกติเขาไปกันเท่าไหร่”

“แล้วแต่น้อง น้องอยากให้เท่าไหร่” พี่วินพูดต่อ “ไปก่อนเถอะ เดี๋ยวค่อยว่ากัน”

ผมขึ้นคร่อมรถอย่างไม่สบอารมณ์นัก หากไม่เห็นว่าถ้าเชื่องช้าอาจตกรถไฟคงเลือกคันที่พร้อมให้บริการและไม่มีลูกเล่นเตรียมเอาเปรียบนักท่องเที่ยวเช่นนี้

ไม่ถึงห้านาที มอเตอร์ไซค์วิ่งฉิวมาส่งถึงหน้าสถานีรถไฟ

“ตกลงเท่าไหร่ครับ”

“น้องให้เท่าไหร่ พี่ก็เอาเท่านั้นแหละ” เขายังไม่ยอมตอบ

“พี่ครับ ปกติพี่วิ่งมาเท่าไหร่ล่ะ ผมจะรู้มั้ยเนี่ย”

“ก็น้องอยากให้เท่าไหร่ก็เท่านั้น”

“โอเค งั้นผมให้สิบบาท” ผมตัดบท รู้ดีว่าสิบบาทเป็นราคาต่ำกว่าความจริง

“งั้นพี่คิดยีบห้า”

นั่นแน่ะเสียงคัดค้านมาทันที

“แค่นี้แหละ เท่าไหร่ก็บอกมา คนไทยด้วยกันเล่นลิ้นทำไม”

ผมควักแบงค์ยี่สิบกับเหรียญห้าบาทให้

“ขอบคุณครับ” พี่มอเตอร์ไซค์ยกมือไหว้ผม

“ไม่ต้องขนาดนั้นหรอกพี่” อารามตกใจผมรีบไหว้เขากลับ

ยี่สิบห้าบาทไม่หนักหนาอะไร และไม่แพงเกินไปเมื่อเทียบกับอัตราการใช้บริการวินตามปกติ ให้เขาเรียกมากกว่านี้ผมก็พร้อมจ่ายเพราะต้องรีบทำเวลามาสถานีรถไฟ ทำไมถึงต้องจ้องฉวยโอกาสลักษณะนี้

สาวเท้าเข้าสถานีผมพบเจอเรื่องให้งงอีกครั้ง

“ไปกรุงเทพครับ”

พนักงานยื่นตั๋วโดยสารให้แทบทันที

“เท่าไหร่ครับ”

“ฟรี” เขาบอก

หูไม่ได้ฝาด ผมได้ยินคำว่าฟรี

“เท่าไหร่นะครับ”

“ฟรีครับ ฟรี”

เหมือนคนเอ๋อไปชั่วขณะ ขามาผมเสียยี่สิบบาท ทำไมขากลับถึงฟรี

“ทำไมถึงฟรีล่ะครับ” ผมอดถามเพราะความสงสัยไม่ได้

“อ้าว รัฐให้ขึ้นฟรีไง ไปอยู่ที่ไหนมาเนี่ย”

นั่นไงล่ะ รถไฟฟรี ใจอยากตอบกลับพนักงานเหมือนกันว่าดูหน้าอย่างผมสิ ปีหนึ่งจะขึ้นรถไฟกับเขาสักกี่ครั้งกัน แต่กลัวเป็นการกวนบาทาเขาเสียเปล่า

ผมเข้าใจภายหลังจากยืนมองตารางการเดินรถ เที่ยวขามาผมขึ้นขบวนรถเร็วจึงต้องเสียเงิน ส่วนขากลับผมขึ้นรถธรรมดา บ้านตาคลี-กรุงเทพ จอดทุกสถานี เป็นรถเที่ยวที่รัฐบาลจัดบริการฟรี เหมือนกับรถเมล์ฟรีในเมืองกรุง

นั่งพักรอรถแถวชานชาลาด้วยความอ่อนเปลี้ยเพลียแรง ผมอ่อนใจกับจำนวนผู้โดยสารอัดแน่นแทบเต็มพื้นที่ ทว่าทันทีที่รถกรุงเทพ-ลพบุรี เข้าเทียบ ผู้คนมากกว่าสามในสี่หายวับไปกับขบวนดังกล่าวเหลือเพียงไม่มากนักรอรถเข้ากรุงเทพ นั่นเป็นสัญญาณที่ดี

18.43 น. รถเที่ยวของผมเข้าจอดเร็วกว่ากำหนดเล็กน้อย ก้าวขึ้นรถผมถอนหายใจดังฟู่เมื่อพบว่ายังมีที่นั่งเหลือพอสมควรไม่แน่นขนัดเหมือนคาดไว้ ไม่นานนักหลังขบวนรถเริ่มส่งเสียงกระฉึกกระฉักเคลื่อนออกจากอยุธยาพร้อมลำแสงยามเย็นสีส้มกำลังลาลับขอบฟ้า ขอบตาผมก็เริ่มปิดลง

อยุธยา หากไม่นับจอมเก๋าสี่ขาเจ้าถิ่นตามรังควาญซ้ำแล้วซ้ำเล่า นี่คงเป็นเมืองเก่าที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์อันน่าหลงใหล และผมพร้อมกลับมาเยือนอีกครั้งทุกเมื่อไม่ว่าจะมาคนเดียว หรือจะมีใครชักชวนรบเร้าให้พามาก็ตาม…


ติดตามเรื่องราวการท่องเที่ยวเดินทางของผมได้อีกช่องทาง
http://www.facebook.com/alifeatraveller