ผาโสก ผาเจ๊ก ผาเมย 3 วัน 2 คืน แคมป์ริมผา วิวน้ำโขง

ทริปเดินทาง : 18-20 สิงหาคม 2562

เรื่องมีอยู่ว่า… ประมาณปีก่อนผมเห็นภาพผาโสกในโซเชียลมีเดียแล้วรู้สึกว้าวมาก แถมยิ่งว้าวเข้าไปใหญ่เมื่อรู้ว่าหน้าผาแห่งนี้อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติผาแต้ม อุบลราชธานี เพราะเคยไปผาแต้มมาหลายรอบ ผาชะนะไดก็เคย ผาเจ๊ก ผาเมย ก็เคยได้ยินชื่อ แต่ไฉนเลยจึงไม่เคยรู้จักผาโสกมาก่อน

เมื่อความสงสัยบังเกิด ตามสัญชาตญาณของผมก็ต้องไปค้นหาให้เห็นกับตาสิครับ

บังเอิญเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาผมมีโอกาสกลับไป อช.ผาแต้ม อีกรอบ เลยถามเจ้าหน้าที่ให้หมดความคาใจว่า ผาโสกคือที่ไหนไปยังไง จนได้ความว่าอยู่ไม่ไกลหน่วยพิทักษ์ฯ น้ำตกสร้อยสวรรค์ ถ้ารู้ทางไปเที่ยวเองก็ได้ ให้ชาวบ้านนำทางก็ได้ หรือจะให้เจ้าหน้าที่นำไปก็ได้เหมือนกัน ติดต่อมาที่หน่วยฯ ได้เลย

ง่ายขนาดนี้ก็ต้องโดนกันหน่อยล่ะ

กำหนดวันปุ๊บ รวมรวบสมาชิกปั๊บเก้าชีวิต ทริปผาโสกก็เกิดขึ้นพร้อมกับความลิงโลดของผม เพราะป่าภูอีสานเป็นอะไรที่ผมชอบอยู่แล้ว และโดยส่วนตัวอยากทำเส้นทางเที่ยวธรรมชาติอีสานให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นด้วย

ก่อนไปเที่ยวขออธิบายเส้นทางสักนิดเพราะเราไม่ได้แค่ไปผาโสกแบบคนอื่นเขาซึ่งใช้บริการไกด์ชาวบ้านพรานท้องถิ่น แต่เราจะไปกับเจ้าหน้าที่อุทยานฯ เดินป่าตามแนวหน้าผาอุทยานแห่งชาติผาแต้ม (ที่ไม่ใช่บริเวณผาแต้ม) ใช้เวลาสามวันสองคืน เริ่มต้นจากน้ำตกสร้อยสวรรค์ ไปผาเจ๊ก ผาเมย ตั้งแคมป์คืนแรก วันที่สองเดินต่อไปผาโสก ตั้งแคมป์คืนสอง แล้วกลับมาน้ำตกสร้อยสวรรค์วันสุดท้าย

จริงๆ ทริปนี้เดินกันใช้เวลาวันเดียวยังถือว่าสบาย แต่เดินทางกันมาก็ตั้งไกลจะอยู่แค่คืนเดียวก็คงไม่เต็มอิ่ม เพราะฉะนั้นที่จัดทริปคืนเดียวได้เลยขอขยายเป็นสองคืน ใช้เวลาให้หนำใจ

ผาเจ๊กและผาเมยเป็นหน้าผาซึ่งรถกระบะหรือมอเตอร์ไซค์เข้าถึง ขณะที่ผาโสกรถเกือบถึง แต่เราจะไปเดิน เพราะฉะนั้นถึงรถเข้าได้เราก็ไม่นั่งหรอก อยากเมื่อยมากกว่า (ฮา…) เดินเลียบผาเรื่อยๆ ชมวิวน้ำโขงให้เพลินใจ ระยะทางเดินทั้งหมดของทริปประมาณ 10 กิโลเมตร ไม่รวมการนั่งรถไปยังจุดเริ่มเดิมและจุดรับกลับอีกสัก 4-5 กิโลเมตร

ปีนี้มีคนมาเที่ยวผาโสกเยอะขึ้น มากางเต็นท์ค้างแรมกันแทบทุกสัปดาห์ บางสัปดาห์หลายกลุ่ม เพราะเป็นที่รู้จักผ่านโลกออนไลน์นี่แหละ แต่อย่างที่บอกคือไปกับไกด์ชาวบ้าน ส่วนที่ให้เจ้าหน้าที่พามาแบบเรา แถมเดินทางผาเจ๊ก-ผาเมย เราเป็นกลุ่มแรกของปีเลยล่ะ


 (1)

ตัดฉับถึงวันเดินทาง เที่ยวได้แล้วอยากจะเที่ยว (ฮา…) พวกเราแยกย้ายกันมาด้วยรถไฟบ้าง รถทัวร์บ้าง ส่วนผมขึ้นรถไฟจากโคราชตอนเที่ยงคืนเศษ มาถึงสถานีอุบลราชธานี อำเภอวารินชำราบ ตอนหกโมงนิดๆ จุดหมายต่อไปคือรับพรรคพวกที่บขส.อุบล ช้อปปิ้งที่ตลาดอำเภอพิบูลมังสาหาร แล้วต่อไปน้ำตกสร้อยสวรรค์ อำเภอโขงเจียม สุดปลายคมขวานชายแดนไทย

ไปยังไงน่ะหรือ ? ผมติดต่อรถไว้แล้วล่ะ เป็นสองแถวสีขาวคิวหน้าสถานีรถไฟ หาไว้ตั้งแต่มาอุบลคราวก่อนด้วยวิธีขอเบอร์โทรและถามราคาเหมาไว้หลายคัน ใครให้ราคาดีสุดก็ไปกับคันนั้น คันที่ได้คุณลุงโชเฟอร์เรียก 1,700 บาท สำหรับระยะทางขาเดียว 100 กิโลเมตร ถือว่าสมเหตุสมผล ไม่ถูกไม่แพง หารเก้าคนก็คุ้มพวกเราอยู่

ออกเดินทางตามสเต็ปอย่างที่บอกครับ รับคนที่บขส. แล้วก็ลิ่วไปทางอำเภอพิบูลมังสาหาร แวะตลาดสด ซื้ออะไรก็จัดการให้เรียบร้อย ที่นี่ตลาดใหญ่มีทุกอย่าง ของสด ของแห้ง ของกินกลางวันอย่าให้ขาด

นั่งเรื่อยๆ เอื่อยๆ จากพิบูลถึงสามแยกโขงเจียม เลี้ยวขวาไปตัวอำเภอ แม่น้ำสองสี ส่วนเราเลี้ยวซ้ายไปทางอุทยานแห่งชาติผาแต้ม แล้วเลยทางเข้าอุทยานไปอีก 15 กิโลเมตร ก็จะถึงหน่วยพิทักษ์อุทยานที่ ผต.1 (สร้อยสวรรค์) เราไปถึงประมาณสิบเอ็ดโมง เจ้าหน้าที่เตรียมตัวพร้อมอยู่แล้ว

จัดของเตรียมตัวแล้วขึ้นรถกระบะซึ่งจะไปส่งที่จุดเริ่มเดิน ช่วยทุ่นระยะทางไปได้หลายกิโลเมตร และรถคันนี้จะเข้าไปส่งเสบียงเจ้าหน้าที่ไปลาดตระเวนพร้อมเราที่จุดตั้งแคมป์ตอนเย็นด้วย เพราะฉะนั้นขี้เกียจแบกอะไรฝากไว้กับรถได้ จะฝากเป้ทั้งใบก็ตามสบาย แต่เราไม่ฝากเป้หรอกครับ เดี๋ยวจะไม่เท่ (ฮา…)

เที่ยงนิดๆ รถมาปล่อยพวกเราลงตรงลานหินกว้างเรียกว่าภูโลง เพราะมีการค้นพบโลงศพมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ตามซอกหิน จากตรงนี้เราจะเดินเท้าอีก 5 กิโลเมตร ไปจุดตั้งแคมป์แรก ที่ผาเจ๊ก-ผาเมย เป็นทางเดินราบๆ บนภูหินทราย ไม่มีอะไรลำบาก

ป่าผาแต้มเป็นป่าเต็งรังบนภูหินทราย ลักษณะก็จะค่อนข้างโปร่งและไม่ค่อยมีต้นไม้ใหญ่สักเท่าไหร่ เดินเล่นคุยกับเจ้าหน้าที่ผมก็สอบถามตามประสา “เดี๋ยวนี้ยังมีปัญหาเรื่องตัดไม้อยู่บ้างไหมครับ” เจ้าหน้าที่หัวเราะแห้งๆ แล้วตอบว่า “เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้วพวกตัดไม้ ไม่เหลืออะไรให้มันตัดแล้ว”

จุกถึงอก ไม่รู้จะพูดอะไรต่อดี…

เดินผ่านป่าโปร่งๆ สลับลานหินสักครึ่งชั่วโมงเราก็ได้มายืนเลียบหน้าผามองวิวแม่น้ำโขง ช่วงนี้ฝนเริ่มตกชุกมากขึ้น น้ำโขงเลยมีสีปูนอย่างที่เห็น

สิ่งที่เห็นได้ชัดบนป่าผาแต้มคือลานดอกไม้ป่าครับ ขนาดมาช่วงไม่ใช่ฤดูออกดอกยังพอมองเห็นเลยว่ามีกระจายอยู่เต็มไปหมด หากมาปลายฝนต้นหนาว ปลายตุลาคม พฤศจิกายน ธันวาคม ซึ่งเป็นฤดูของพวกมันคงต้องสวยมากแน่ๆ แถมดอกไม้อื่นๆ ก็มีให้เห็นไม่น้อย หงอนนาคโผล่มานิดๆ หน่อยๆ ด้วย

บ่ายโมงครึ่ง เรามาถึงผาเจ๊ก (บ้างเขียนผาเจ๊ก บ้างเขียนผาเจ็ก แบบแรกคือคำที่ถูกต้องตามความหมายครับ) ที่มาของชื่อคือเจ๊กชาวจีนนั่นแหละ สมัยก่อนชาวจีนที่ล่องเรือส่งสินค้าหรือค้าขายจะมาพักกันที่ผาแห่งนี้ ส่วนเรื่องความงามต้องบอกเลยว่าแจ่มจริง ทั้งสวยและเสียวในเวลาเดียวกัน

ช่วงนี้หน้าฝนหมู่บ้านข้างล่างทำนาเขียวขจีเลยเชียวล่ะ ถ้ามาหน้าหนาวบรรยากาศไม่สดชื่นแบบนี้นะ จะออกไปทางร้อนแล้ง เหลืองกรอบไปหมด

ยังไม่ทันจะบ่ายสองโมง เราก็เดินมาถึงจุดตั้งแคมป์วันแรก มองย้อนกลับไปทางผาเจ๊กวิวอย่างงาม เวลา มาเที่ยว อช.ผาแต้ม ทีไร ผมคิดเสมอว่าภูฝั่งลาวสวยจริงๆ มาตอนนี้แหละรู้แล้วว่าฝั่งเราก็สวยไม่แพ้ของเขาหรอก

ตรงจุดตั้งแคมป์เป็นลำธารชื่อห้วยจั่ววง อยู่ตรงกลางระหว่างผาเจ๊กกับผาเมย จริงๆ เป็นน้ำตกลงจากหน้าผาเหมือนกับผาโสก แต่ช่วงนี้น้ำยังไม่เยอะมาก มีเต็นท์ที่ทางล้นเหลือ เปลก็พอผูกได้อยู่บ้างแม้ต้นไม้เหมาะๆ มีให้เลือกไม่เยอะสักเท่าไหร่ ทริปนี้พวกเรามีเปลสอง กับเต็นท์อีกเจ็ด

อะไรจะชิลขนาดนี้ มีเวลาเหลือเฟือสำหรับนั่งเล่นนอนเล่น ชมวิว ถ่ายรูป และแน่นอนว่ารวมถึงการอาบน้ำ แถมเพิ่มความชิลยิ่งกว่า อย่างที่บอกคือตรงนี้รถยนต์และมอเตอร์ไซค์เข้าถึง แถมเย็นนี้จะมีรถมาส่งเสบียง เราจึงสามารถฝากซื้ออะไรเข้ามานิดหน่อยได้สบายๆ ซึ่งอะไรนิดหน่อยที่ว่าก็ไปตีความกันเอานะ (ฮา…)

ใกล้เย็นพวกเรารวมตัวล้อมวงทำกับข้าวแบบสรวลเสเฮฮา น่าจะเป็นครั้งแรกในทริปเที่ยวป่าที่เราได้ดินเนอร์กันก่อนฟ้าจะมืด เพราะอย่างที่บอกครับว่าสบายๆ เวลาเยอะเหลือเกิน เลยเริ่มทำอาหารกันเร็ว

คืนนี้สบายๆ คุยกันเฮฮานั่งดึงดาวกันไป โอ้โห… บอกเลยว่าเขาสูงกว่านี้ป่าลึกกว่านี้ไปมาเยอะแยะ แต่วันนี้เป็นหนึ่งในวันซึ่งผมเห็นท้องฟ้าสวยสุดในชีวิต ชัดเจนกว่า 4K ต่อให้ดูดาวไม่เป็น พอแหงนคอมองปุ๊บก็ยังบอกได้เลยตรงไหนคือทางช้างเผือก พาดจากไหนไปไหน

คืนนี้พวกเราแยกย้ายกันประมาณห้าทุ่ม กางเต็นท์ก็มุดเต็นท์ ผูกเปลก็ขึ้นเปล ผมนอนเปลสบายๆ ไม่หนาวไม่ร้อนถึงจะไม่ค่อยมีลมก็ตาม


(2)

นอนดึกแต่ดันตื่นซะเช้า โขงเจียม อุบล เป็นจุดเห็นพระอาทิตย์ขึ้นก่อนใครในสยามอยู่แล้ว และถึงแม้เช้าวันนี้พระอาทิตย์จะไม่มาตามนัด ผมก็ยัง ชิล และ ฟิน เกินจะบรรยายอยู่ดี จิบกาแฟสักแก้วริมหน้าผา มองดูน้ำโขงไหลเอื่อย มีฉากหลังเป็นแนวภูผาประเทศลาว

ทำกับข้าว เก็บเต็นท์ เก็บแคมป์ ประมาณเก้าโมงเช้าเราขึ้นเป้ออกเดินอีกครั้ง แป๊บเดียวแค่ไม่กี่ร้อยเมตรก็ถึงผาเมย เมยเป็นชื่อเรียกสัตว์จำพวกกวาง ละมั่ง ของคนพื้นที่ เมื่อก่อนแถวนี้มีเยอะเลยเรียกว่าผาเมย แต่คงไม่ต้องถามถึงเดี๋ยวนี้หรอกนะ ขนาดต้นไม้ยังหมดแล้วจะเหลืออะไรกับสัตว์ป่า

จากผาเมยเราจะไม่เดินเลียบหน้าผาแล้ว แต่ตัดเข้าด้านในผ่านลานหินตรงนั้นทีตรงนั้นที ได้เห็นความสวยตามธรรมชาติของป่าบนภูหินทรายซึ่งโดดเด่นเฉพาะตัว

ราวหนึ่งชั่วโมงกับระยะทางแค่ 3.5 กิโลเมตร เราก็มาถึงผาโสก แต่ยังไม่ใช่ริมผานะครับ อยู่ด้านบนซึ่งมีภาพเขียนสีโบราณยุคก่อนประวัติศาสตร์ แต่สีสันและภาพไม่ค่อยชัดเจนเหมือนที่ผาแต้ม และที่สำคัญภาพเขียนอายุหลายพันปีต้องถูกทำลายลงด้วย… มนุษย์มือบอน

เอาล่ะได้เวลาลงไปชมน้ำตกผาโสกกันสักที อยู่ใกล้นิดเดียวนี่แหละ

ต้องร้องว้าวจริงๆ ในที่สุดก็ได้เห็น ในที่สุดก็คลายความสงสัย ลานหินทรายถูกกัดกร่อนจนกลายเป็นร่องและแอ่งน้ำลึกไหลตกลงจากหน้าผา มีวิวแม่น้ำโขงทอดยาวอยู่เบื้องหน้า

นั่นแหละที่มาของชื่อผาโสก เพราะโสกหมายถึงร่องยาวที่เกิดจากน้ำเซาะ ส่วนโบก (สามพันโบก) คือหลุมลึกต่างๆ ที่เกิดจากน้ำเซาะนั่นไง

ที่ผาโสกเหมาะกับการกางเต็นท์มากกว่าผูกเปลครับ เพราะต้นไม้คู่ใหญ่ๆ ระยะห่างกำลังดีมีค่อนข้างน้อย แต่ทริปนี้พวกเรามีเปลแค่สองหลังเลยรอดตัวไป

มีอ่างอาบน้ำส่วนตัวริมหน้าผาอยู่ข้างหน้าแบบนี้ไม่ต้องคิดอะไรมากแล้ว เล่นน้ำให้ตัวเปื่อยหนำใจดีกว่า

ชุ่มฉ่ำเพียงพอค่อยมาช่วยกันทำอาหาร พักผ่อนสบายๆ อยากทำอะไรก็เชิญ ที่นี่คือโลกส่วนตัวของพวกเราอยู่แล้ว ผมเองเดินสำรวจพื้นที่ไปเรื่อย เดินขึ้นไปบนหน้าผาที่อยู่สูงกว่าตรงน้ำตกผาโสกอีกนิดก็ได้จุดถ่ายรูปเพิ่มเติม

เจ้าหน้าที่ยังพาเราไปน้ำตกผาโสกชั้นบนด้วยครับ เดินแค่ 200-300 เมตร มีแอ่งใหญ่โดดน้ำได้ให้เล่นด้วย ว่ากันตรงๆ จุดนี้เหมาะกับการเล่นน้ำมากกว่าตรงหน้าผานะ แต่มันไม่มีวิวสวยๆ น่ะสิ

คืนนี้พวกเราทำกับข้าว กินข้าว พูดคุยเฮฮาตามประสากันอีกนิดหน่อย ไม่มีดาวให้ดูเพราะฟ้าปิด แยกย้ายเข้านอนโดยไม่รู้ชะตากรรมว่ากลางดึกเราจะต้องเจอกับ…

…ฟ้าคำรามฝนตกลงมาโครมใหญ่เป็นเวลานาน ผมนอนเปลยังไม่เท่าไหร่ น้ำซึมผ่านฟลายชีตบ้างนิดหน่อยรับมือไม่ยาก แต่พวกที่กางเต็นท์ริมลำธารนี่สิ ประมาณตีสามได้ยินเสียงเพื่อนร้องโหวกเหวกว่าน้ำมาๆ คือน้ำเอ่อสูงล้นลำธารขึ้นมา เต็นท์กางบนลานหินก็เกิดอาการลอยตามน้ำสิครับ กว่าจะโยกย้ายมาอยู่ในที่ปลอดภัยได้ก็เล่นเอายับเยินเปียกโชกกันหมด


(3)

ยามเช้าฝนยังตกปรอยไม่หยุดแม้ระดับน้ำที่ท่วมลานหินจะลดลงแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างเปียก แคมป์กลางพังพาบต้องจัดระเบียบกันใหม่ แต่ก็เป็นความเละเทะที่มีความสุข เรื่องราวความโกลาหลเมื่อคืนได้รับการเล่ารีเพลย์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้พวกเราหัวเราะกันท้องคัดท้องแข็ง

น้ำในน้ำตกเยอะกว่าเมื่อวาน หมอกฝนลอยคลอเคลียยอดภูฝั่งลาว

ประมาณสิบโมง เราพร้อมเดินทางออกจากผาโสก เดินผ่านลานหินใหญ่และป่าโปร่งๆ สักสองกิโลก็พบทางรถ เดินเรื่อยๆ และเรื่อยๆ อีกหน่อยก็มาถึงจุดซึ่งรถเจ้าหน้าที่มารอรับพากลับไปหน่วยพิทักษ์ฯ สร้อยสวรรค์

เราจัดแจงข้าวของให้เรียบร้อย เจ้าหน้าที่พาไปเล่นน้ำทิ้งท้ายที่ลำธารเหนือน้ำตกสร้อยสวรรค์ พอบ่ายโมงรถสองแถวสีขาวคันเดิมก็มาตามนัด พากลับตัวเมืองอุบล แวะส่งเพื่อนที่ บขส. และสุดปลายทางสถานีรถไฟอุบลราชธานี

เส้นทางเที่ยว ผาเจ๊ก ผาเมย ผาโสก ไม่ใช่เส้นทางใหม่ เพียงแต่ต้องใช้คำว่ายังไม่มีใครสนใจสักเท่าไหร่ หรือสนใจเพียงเฉพาะการเที่ยวผาโสกเท่านั้น หายากที่ใครจะมาเดินเส้นทางนี้ในระยะเวลาสามวันสองคืนแบบพวกเรา

อย่างที่บอกตอนแรกครับความจริงสองวันหนึ่งคืนก็ดูจะเกินพอ เพราะทางสั้นเดินง่าย แต่การได้มาอยู่ในที่สวยๆ แบบนี้ทั้งที ทำไมเราต้องรีบร้อนด้วยล่ะ ควรปล่อยให้เวลาผ่านไปช้าๆ แล้วใช้มันอย่างมีความสุขให้เต็มที่ไม่ใช่หรือ

ต้องยอมรับอย่างหนึ่งครับว่าป่าบนภูหินทรายไม่ได้ร่มรื่นหรือเขียวขจีเหมือนป่าแบบอื่นๆ แต่ถึงอย่างนั้นผมกลับคิดว่ามันมีเสน่ห์เฉพาะตัวดึงดูดใจอย่างมาก จากทริปนี้ทำให้ผมได้ข้อมูลท่องเที่ยวเดินป่าอีกหลายจุดของทั้งอุทยานแห่งชาติผาแต้ม และอุทยานแห่งชาติภูจองนายอย ที่อุบลราชธานี

จากอารมณ์ความรู้สึกที่เป็นอยู่ตอนนี้ เชื่อเถอะครับว่าอีกไม่นานเกินไปผมคงจะได้กลับมาอุบลอีกครั้ง และบางทีอาจหมายถึงป่าอีสานแห่งอื่นๆ ด้วย

ถึงใครจะไม่รัก แต่ไม่ว่าอย่างไรผมก็ยังรักที่คุณเป็นคุณ… อีสานบ้านเฮา เที่ยวทีไรสุขใจทุกที


  • การเที่ยวผาโสกควรมีคนนำทาง มีชาวบ้านให้บริการพาเที่ยว (ผมไม่มีข้อมูลที่ติดต่อ) หรือสามารถติดต่อหน่วยพิทักษ์ฯ น้ำตกสร้อยสวรรค์ โดยตรง
  • สำหรับทริป ผาเจ๊ก ผาเมย ผาโสก แบบเรา แนะนำติดต่อเจ้าหน้าที่นำทางจะสะดวกที่สุด
  • เส้นทางการเดินทั้งทริปประมาณ 10 กิโลเมตร นั่งรถอีก 4 กิโลเมตร เดินง่าย ทางราบเกือบทั้งหมด
  • ค่าเจ้าหน้าที่ไม่มีกำหนด ให้เป็นสินน้ำใจตามสมควร ต้องการเบอร์ติดต่อเจ้าหน้าที่ หลังไมค์สอบถามได้ที่ www.facebook.com/alifeatraveller
  • ใครต้องการเบอร์คุณลุงรถสองแถว ติดต่อหลังไมค์เช่นกัน

ติดตามเรื่องราวการท่องเที่ยวเดินทางของผมได้อีกช่องทาง
www.facebook.com/alifeatraveller