นั่งรถหวานเย็น ไปนอนเต็นท์เล่นๆ ที่เอราวัณ

ทริปเดินทาง : 23-25 กันยายน 2561

แค่เพราะเหมือนร่างกายขาดการนอนเต็นท์ เดือนสองเดือนที่ผ่านมาเกือบลืมวิธีกางเต็นท์ไปแล้ว (ฮา…) พอมีเวลาว่างแป๊บ เลยอยากหาสถานที่กางเต็นท์แบบง่ายๆ เดินทางสะดวก ไปคนเดียวไม่ต้องง้อใครสักหน่อย กวาดตาดูแล้วเห็นจะมีที่ไหนเพอร์เฟกต์เท่าอุทยานแห่งชาติเอราวัณอีกแล้วล่ะ

อุทยานแห่งชาติเอราวัณ หรือน้ำตกเอราวัณ กาญจนบุรี เดินทางง่าย สิ่งอำนวยความสะดวกพร้อมสำหรับคนอยากแคมปิ้งสบายๆ ใกล้ธรรมชาติ แม้กระทั่งรถส่วนตัวก็ไม่จำเป็นต้องมีเพราะมีรถโดยสารสาธารณะเข้าถึง

ถ้าเปิดกูเกิ้ลเสิร์ชหารีวิวคงขึ้นข้อมูลมาเพียบชนิดผมไม่ต้องเล่าอะไรสักอย่าง แต่เพราะมันเป็นรีวิวคนอื่นนี่นะไม่ใช่รีวิวผม เลยขอเขียนอะไรๆ เอาไว้ในสไตล์ของตัวเองสักหน่อยแล้วกัน

ใจจริงอยากนั่งรถไฟไปครับ แต่ด้วยเวลาเดินทางไม่อำนวยเลยต้องขึ้นรถตู้ที่หมอชิต มาลง บขส. กาญจนบุรี รถโดยสาร กาญจนบุรี – เอราวัณ อยู่ช่องแรกสุดซ้ายมือถ้าเดินเข้าทางด้านหน้า รถออกประมาณชั่วโมงละคันตามกำหนดเวลา ถ้าตอนบ่ายจะยืดออกไปเป็นชั่วโมงหน่อยๆ

ขึ้นรถแล้วเลือกที่นั่งตามชอบ แนะนำนิดคือรถวิ่งขึ้นทิศเหนือ มาก่อนเที่ยงแดดส่องทางขวา มาบ่ายแดดส่องทางซ้าย การคำนวณทิศทางรถวิ่งเพื่อเลือกที่นั่งให้ถูกฝั่งเป็นทักษะที่ควรมีในการเดินทางครับ (ฮา…)

แค่นั้นแหละครับ ที่เหลือก็รอเวลารถออก นั่งไปสักพักโชเฟอร์จะหยุดรถมาทำหน้าที่เป็นกระเป๋าเดินเก็บค่าโดยสาร ไปน้ำตกเอราวัณควักจ่ายคนละ 50 บาทขาดตัว

กินลมชมวิวไปเรื่อยๆ สัปหงกบ้างว่ากันไป ผ่านโน่น ผ่านนี่ ผ่านนั่น ผ่านเขื่อนท่าทุ่งนา ประมาณชั่วโมงครึ่งก็จะถึงตลาดตำบลเอราวัณ อำเภอศรีสวัสดิ์ แล้วเลี้ยวเข้าอุทยานแห่งชาติเอราวัณ ช่วงผ่านด่านเก็บเงินก็จ่ายค่าธรรมเนียมให้เรียบร้อย ผู้ใหญ่ 100 บาท เด็ก 50 บาท

แล้วสุดท้ายรถจะแล่นพาเรามาจอดตรงนี้ ลานจอดรถหน้าศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ซึ่งขากลับเรามารอรถตรงนี้เช่นกัน

ลานจอดรถมีร้านค้าเพียบ คาเฟ่ห้องแอร์เย็นๆ ก็ยังมี เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัวอดตาย ร้านส่วนใหญ่จะเปิดแปดโมงเช้าถึงห้าโมงเย็นเศษๆ ใครไม่ได้มาทำอาหารกินเองพอใกล้เย็นก็ออกมาซื้อเตรียมไว้ได้สบายมาก ราคาแพงกว่าทั่วไปนิดหน่อยเป็นเรื่องปกติ ราดข้าว 50 บาท น้ำขวดใหญ่ 20 บาท ประมาณนั้น

ผมนั่งพักกินกาแฟที่คาเฟ่สักแป๊บ ก็ได้เวลาติดต่อเรื่องที่นอนที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ถ้าเป็นบ้านพักเดี๋ยวนี้ระเบียบอุทยานฯ ให้จองล่วงหน้าทางเว็บไซต์ แต่ถ้าเป็นการกางเต็นท์ไม่ต้องจองอะไร วอล์คอินติดต่อเมื่อมาถึงได้เลย

พักกี่คืน เช่าอุปกรณ์อะไรบ้าง เต็นท์ หมอน ถุงนอน เตาถ่าน ติดต่อตรงนี้ เงินยังไม่ต้องจ่ายแค่ลงทะเบียนและทิ้งบัตรประชาชนไว้ก่อน ขากลับค่อยมาจ่ายตอนเอาบัตรคืน ค่าธรรมเนียมเข้าพัก 30 บาท ต่อคน ต่อคืน ส่วนเต็นท์ก็ตามราคาหลังเล็กหลังใหญ่ ตั้งแต่ 150 บาท ถึงสัก 400 บาท อันนี้สอบถามกันเองนะ อช.เอราวัณ โทร. 034574222, 034574234

ติดต่อเสร็จแล้วก็เดินไปกางเต็นท์กันดีกว่า ข้ามสะพานแขวนห้วยม่องไล่ ลานกางเต็นท์ที่นี่สวยและเป็นระเบียบร่มรื่นดี มีโซนติดริมน้ำแควใหญ่ด้วย ห้องน้ำแยกชาย-หญิงสองจุด (แค่งงนิดว่าสร้างห้องน้ำใหญ่โตมีห้องน้ำยี่สิบกว่าห้องแต่ทำไมดันมีห้องอาบน้ำห้องเดียวซะงั้น) ตรงศาลาอเนกประสงค์มีปลั๊กไฟให้ชาร์ตไฟกัน

แต่ก่อนจะลงมือกางเต็นท์ต้องติดต่อเจ้าหน้าที่ที่อาคารเสียก่อน ใครเช่าของอะไรไว้ก็มาเบิกกันตรงนี้

หลังจากนั้นก็เลือกทำเลได้เลย ผมน่ะเจตนาไม่ได้มาเที่ยวน้ำตกหรอก แค่อยากหาที่กางเต็นท์นอนเล่นเฉยๆ ดังนั้นขอวิวสวยๆ ริมแม่น้ำแล้วกัน

กางเต็นท์เสร็จไม่ทันไรปรากฏว่าฝนตกลงมาโครมใหญ่ ดีเหมือนกันเพราะจะได้มุดเต็นท์เข้าไปหลับสักงีบ เสียงฝนเปาะแปะคอยกล่อม แค่นี้ก็ฟินแล้วล่ะ

ฟ้าหลังฝนไม่สดใสเสมอหรอกครับ แต่บรรยากาศหลังฝนในอุทยานแห่งชาติน่ะสดชื่นเสมอเชื่อขนมกินได้ เพราะป่าเจอฝนมันย่อมสดชื่นและมีชีวิตชีวาอยู่แล้ว พอฝนหยุดโผล่ออกมานอกเต็นท์ สิ่งที่เห็นคือความปลอดโปร่งโล่งใจเหนือคำบรรยาย สูดอากาศดีๆ เข้าไปซะให้เต็มปอด

ผมเดินถ่ายรูปเล่นมาถึงตรงศาลาชมวิว เจอเพื่อนใหม่แฮะ ลูกหมาจรสามตัววิ่งดุ๊กดิ๊กเข้ามาหา แม่มันอยู่ไหนไม่รู้มองหาไม่เจอ เล่นกับมันได้ไม่นานก็กลายเป็นพ่อบุญธรรมมันแล้วล่ะ (ฮา…)

ก่อนจะเย็นเกินก็เดินออกไปร้านค้า ซื้อข้าว ซื้อน้ำมาเตรียมไว้ คืนนั้นรวมผมแล้วมีนักท่องเที่ยวทั้งหมดสามเต็นท์ ประมาณเจ็ดแปดคน บรรยากาศสบายๆ

อ้อ… ที่นี่มีข้อเสียนิดหน่อยคืออีกฝั่งแม่น้ำเป็นถนน มีรถวิ่งผ่านไปผ่านมา ช่วงหัวค่ำจะมีเสียงแว๊ดไปแว๊ดมาบ่อยๆ พอดึกๆ ก็จะน้อยลงไปเรื่อยๆ เอง อยู่นอกเขตอุทยานฯ ทำอะไรไม่ได้

วันใหม่ หลับแบบเต็มอิ่มตื่นมาบรรยากาศดีเกินบรรยายอีกแล้ว แม่น้ำแควไหลเอื่อย หมอกบางๆ คลอยอดเขาพร้อมแสงอ่อนๆ ของพระอาทิตย์ยามเช้า คือความฟินในฟินเลยทีเดียว

ถ่ายรูปเก็บบรรยากาศสักพัก กินขนมปังรองท้องสักหน่อย แวะไปเล่นกับลูกหมาที่ศาลาอีกแป๊บรอบก็ยังไม่เห็นวี่แววแม่มัน พอก่อนแปดโมงยาวไม่นานก็เตรียมตัวลุยน้ำตกเอราวัณ ข้อดีของการนอนในอุทยานฯ คือเราจะได้บรรยากาศเงียบสงบก่อนนักท่องเที่ยวแห่กันมาเที่ยว

ระยะตามป้ายครับคือสุดชั้นสุดท้ายสองกิโลเมตร สำหรับชั้นแรกถ้าใครขี้เกียจเดินจะมีรถกอล์ฟรับส่งจากหน้าศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ตั้งแต่แปดโมงเศษๆ เที่ยวละ 30 บาท ซึ่งถ้าเดินไหวก็เดินเถอะครับ เพราะสำหรับคนจะไปเที่ยวชั้นสูงๆ กว่าชั้นแรก ยังไงต้องเหนื่อยอยู่แล้ว

เอาล่ะ เดินฉิวสักพักก็ถึงชั้นแรก “ไหลคืนรัง” ยังไม่มีใครเลย รีบกางขาตั้งถ่ายภาพโลด แต่อีกประเดี๋ยวก็เริ่มมีนักท่องเที่ยวทยอยเข้ามาแล้ว ทั้งคนที่พักบ้านพักอุทยานฯ และที่เดินทางมาแต่เช้า เป็นการการันตีความฮิตของที่นี่ครับ

ต่อไปชั้นสอง “วังมัจฉา” เหนือจากชั้นแรกนิดเดียว อย่างที่เห็นว่าช่วงฝนตกต่อเนื่องน้ำจะเยอะน้ำตกพลิ้วสวย แต่ต้องแลกกับการที่แอ่งน้ำสีขุ่นๆ ไม่เขียวใสอมฟ้าเหมือนช่วงน้ำน้อยหรือโดยเฉพาะตอนหน้าแล้ง เป็นเรื่องธรรมดาธรรมชาติครับ

ตรงชั้นสองจะมีจุดตรวจอุทยานฯ ห้ามน้ำอาหารใดๆ ขึ้นไปอีกแล้ว น้ำขวดพลาสติกนำขึ้นได้แต่ต้องวางเงินมัดจำไว้ก่อน หากนำขวดที่เอาขึ้นไปลงมาด้วยก็มารับมัดจำคืน

จากจุดตรวจเดินแป๊บเดียวถึงชั้นสาม “ผาน้ำตก” ซึ่งเป็นเหมือนไฮไลท์ของเอราวัณ น้ำตกไหลลงมาจากหน้าผาสูง บ่ายๆ จะมีคนเล่นน้ำตรงนี้ละลานตา ส่วนผมสบายไปเลือกหามุมถ่ายรูปจนพอใจ

อย่างที่เห็นครับว่าชั้นสามคือน้ำตกไหลลงหน้าผา เพราะฉะนั้นจะขึ้นไปชั้นสูงกว่าก็ต้องเริ่มขึ้นทางชันแล้วล่ะ ใครที่บอกมาว่าเส้นทางที่ผ่านมาสบายๆ จะเริ่มเหนื่อยตั้งแต่นี้เป็นต้นไป (ฮา…)

ชั้นที่สี่ “อกนางผีเสื้อ” จุดเล่นน้ำเก๋ๆ นักท่องเที่ยวชอบมาเล่นสไลเดอร์

ทางจากชั้นสี่เป็นต้นไป ห้ามขึ้นหลังจาก 15.30 น. นะครับ และจริงๆ ชั้นบนสุดก็จะเคลียร์นักท่องเที่ยวลงมาตั้งแต่ 15.30 น. ใครจะพิชิตให้ครบทุกชั้น คำนวณเวลามาดีๆ

ชั้นสี่ครึ่ง ระหว่างเดินไปชั้นห้า จะมีทางเลี้ยวซ้ายลงน้ำตกตรงนี้ เป็นจุดที่ผมต้องแวะทุกครั้ง เหมาะกับการเล่นน้ำและร่มรื่นสวยมากด้วย นักท่องเที่ยวไม่เยอะเพราะส่วนใหญ่ไม่ค่อยแวะมาเท่าไหร่

ตรงนี้คือชั้นที่ห้า “เบื่อไม่ลง” พื้นที่ค่อนข้างกว้าง เล่นน้ำได้ทุกจุดครับ

ชั้นห้าไปอีกสองชั้นสุดท้ายเป็นช่วงลำบากสุดของเส้นทางครับ ฮึดอีกเฮือกแล้วกันรับประกันว่าคุ้มแน่ ชั้นที่หกมีชื่อว่า “ดงพฤกษา” เป็นชั้นที่ผมชอบมาก น้ำตกแผ่กว้างไหลกระจัดกระจายหลายทาง แต่จุดสวยที่สุดคือตรงนี้

และสุดท้ายคือชั้นที่เจ็ด “ภูผาเอราวัณ” ผมมาถึงตรงนี้เป็นครั้งที่สี่ แต่บอกเลยว่าเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นสายน้ำตกจากหน้าผาแบบที่เรียกว่าน้ำตกจริงๆ เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมาช่วงหน้าฝนเลยสักครั้ง ถึงแอ่งน้ำจะไม่สีฟ้าใสเหมือนตอนน้ำน้อย แต่ก็ดูยิ่งใหญ่อลังดีอีกแบบนะครับ

บ่ายสองนิดๆ ถ่ายภาพจนพอใจและเริ่มหิวเพราะพลังงานตั้งแต่เช้าหมดเกลี้ยงก็ได้เวลาเดินลง รวดเดียวถึงข้างล่างแบบไม่ต้องพัก แวะกินข้าวง่ายๆ หนึ่งจาน ซื้อเผื่อตอนเย็นหนึ่งกล่อง และด้วยความสงสารจึงต้องซื้อไปให้ลูกหมาสามตัวอีกกล่อง

ไปถึงศาลาชมวิวที่ลานกางเต็นท์เจอลูกหมาแค่ตัวเดียว เลยเดินหาอีกสองตัว ปรากฏว่าไม่ได้อยู่ไหนไกลเลย นอนรออยู่ตรงเต็นท์ผมเอง มันจะอ้อนกันเกินไปแล้ว (ฮา…) คลุกข้าวให้กิน ฟาดไม่เหลือแม้กระทั่งแตงกวา แสดงว่าหิวจัดจริงๆ จากนั้นพวกมันก็นอนเล่นนั่งเล่นวิ่งเล่นอยู่รอบเต็นท์ผมนั่นแหละ รองเท้าแตะถอดเอาไว้ก็โดนงาบไปซะไกล ถุงขยะก็คุ้ยกระจัดกระจาย แต่ถามว่าโกรธไหม ไม่เลยสักนิด

ตอนเย็นแบ่งข้าวตัวเองครึ่งหนึ่งให้พวกมันกิน คราวนี้แม่มันโผล่มาแฮะ ไอ้เราก็ดีใจคิดว่าคงมาเลี้ยงลูกดูแลลูก แต่กลับกลายเป็นว่ามาแย่งข้าวลูกกินซะงั้น โถ… วิถีหมาจรสินะ

ช่วงก่อนค่ำ ฟ้าวันนี้อาบทุกสิ่งทุกอย่างเป็นสีชมพูเลยทีเดียว นานแล้วที่ไม่ได้เจอท้องฟ้าแบบนี้ แถมด้วยรุ้งกินน้ำสวยๆ ถือเป็นยามเย็นที่สุดยอดมากครับ

เช้าวันใหม่ท้องฟ้าสดใส ตื่นเพราะเสียงร้องปลุกของลูกหมาสามตัว ท่าทางจะหิว ผมเดินไปล้างหน้าแปรงฟันพวกมันก็วิ่งตามไปเฝ้าหน้าห้องน้ำ แต่ของกินหมดแล้ว ร้านค้ายังไม่เปิด เลยเดินไปถามเต็นท์อื่นว่าพอมีเศษอาหารอะไรบ้างหรือเปล่า เขามีอาหารหมาเลยแฮะ บอกผมว่าไปกางเต็นท์ที่ไหนก็เจอหมาจรทุกครั้ง เลยพกไว้ให้พวกมันโดยเฉพาะ

อีกครั้งที่ตัวแม่มาแย่งของกินลูก แถมพอลูกจะเข้าไปดูดนมก็โดนเห่าตะเพิดหางจุกตูดกลับมาด้วยซ้ำ น่าสงสารลูกหมาเสียจริง

วันนี้แม่น้ำแควมีเรื่องให้สังเกตนิดหน่อยคือมีน้ำขุ่นจากห้วยม่องไล่ไหลลงมา แบบนี้แสดงว่ามีฝนตกบนเขาแน่ๆ และน้ำตกเอราวัณคงน้ำเยอะและขุ่นคลั่กใช้ได้เชียวล่ะ

ผมนอนเล่นนั่งเล่นเรื่อยเปื่อยอยู่จนสักสิบโมงเศษๆ โดยมีลูกหมาทั้งสามนอนเล่นอยู่ไม่ไกล ก็ถึงเวลาต้องเก็บเต็นท์อำลาอุทยานแห่งชาติเอราวัณ หมดเวลาชิลต้องกลับไปเผชิญโลกแห่งความจริง เจ้าสามตัวเดินมาส่งจนถึงสะพานแขวนก็ไม่กล้ามาต่อ (ดีแล้วล่ะเพราะถ้าตามมาผมยุ่งแน่ๆ)

รอรถรอบเที่ยง นั่งหวานเย็นกลับมาถึง บขส. กาญจน์ ต่อรถเข้ากรุง เป็นทริปง่ายๆ เดินทางง่ายๆ ไม่ต้องมีรถส่วนตัวอะไรก็เที่ยวสะดวกดี

ความจริงหลังจบทริปเอราวัณรอบสี่ก็ไม่คิดจะกลับมาที่นี่ในเวลาอันสั้นอีกแล้วล่ะครับ แต่ผ่านไปแค่ไม่กี่วันกลับอยากจะรู้ใจจะขาดว่าเจ้าลูกหมาสามตัวกินอยู่ดีหรือเปล่า ความความทรงจำสวยงามในทริปนี้ของผมไม่ได้อยู่ที่น้ำตก อยู่ที่ธรรมชาติ แต่อยู่ที่พวกมันเสียอย่างนั้น

ใครไปเที่ยวกางเต็นท์ที่เอราวัณ เจอพวกมันสบายดีหรือเปล่า ก็ส่งข่าวให้ผมรู้บ้างแล้วกันนะครับ (ฮา…)


ไปเที่ยวไปกางเต็นท์ @ เอราวัณ

  •  อช.เอราวัณ เปิดให้เที่ยวและค้างแรมทุกวันตลอดทั้งปี ยกเว้นมีประกาศปิดเนื่องจากน้ำป่าหรือภัยธรรมชาติ
  •  เดินทางไปน้ำตกเอราวัณง่ายๆ ขึ้นรถโดยสาร กาญจนบุรี-เอราวัณ ที่บขส. กาญจนบุรี รถสุดสายที่ลานจอดรถภายในอุทยานฯ
  •  ขาไปรถเที่ยวแรก 8.00 น. ออกประมาณชั่วโมงละคัน เที่ยวสุดท้าย 17.50 น. ขากลับรถออกจากลานจอดรถอุทยานฯ มี 7 เที่ยว เที่ยวแรก 8.30 น. เที่ยวสุดท้าย 17.00 น.
  •  ค่าโดยสาร กาญจนบุรี-เอราวัณ คนละ 50 บาท
  •  นั่งรถไฟ ให้ลงสถานีกาญจนบุรี แล้วข้ามถนนมารอรถโดยสารไปเอราวัณ แต่อย่าลืมว่ารถออกเป็นเวลามีชั่วโมงละคันเท่านั้น
  •  ค่าเข้าอุทยานฯ ผู้ใหญ่ 100 บาท เด็ก 50 บาท
  •  ค่าพักค้างแรม 30 บาท ต่อคน ต่อคืน อุปกรณ์ให้เช่าครบทุกอย่าง ติดต่อที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว
  •  ประกอบอาหารได้โดยห้ามก่อกองไฟบนพื้น มีอุปกรณ์ เตา หม้อ กระทะ ให้เช่า
  •  ห้องน้ำแยกชาย-หญิง สะอาดดีมาก ที่ศาลาอเนกประสงค์มีปลั๊กให้ชาร์ตไฟได้ตลอด 24 ชั่วโมง
  •  ร้านค้ามีเพียบที่ลานจอดรถ จะเปิดประมาณ 8.00-17.00 น.
  •  เส้นทางเดินเที่ยวน้ำตกถึงชั้น 7 ระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร ทางชันหลายช่วง
  •  น้ำตกเปิดให้เข้าชมตั้งแต่ 8.00-16.30 น. หากพักในอุทยานฯ สามารถเข้าไปก่อนหน้านั้นได้นิดหน่อย
  •  เล่นน้ำได้ทุกชั้น มีเจ้าหน้าที่คอยดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างดี แต่ดูแลตัวเองด้วยแล้วกันครับ
  • สอบถามข้อมูล อช.เอราวัณ โทร. 034574222, 034574234

ติดตามเรื่องราวการท่องเที่ยวเดินทางของผมได้อีกช่องทาง
http://www.facebook.com/alifeatraveller