ดอยจิกจ้องฆ้องคำ ขุนเขา / ศรัทธา / เมืองปาน / ลำปาง

ทริปเดินทาง : 16-17 กรกฎาคม 2562

ดอยจิกจ้องฆ้องคำ ภูเขาชื่อแปลกหูซึ่งผมเคยได้ยินชื่อมาพักใหญ่ รู้ว่าอยู่จังหวัดลำปาง แต่ไม่เคยได้หาข้อมูล อ่านรีวิว หรือชมภาพของใครต่อใครที่เคยไปมาสักที จนกระทั่งมีเพื่อนรุ่นน้องสายเที่ยวทักมาว่าจะไปเที่ยวที่นี่ วันนั้น วันนี้ สนใจไปด้วยหรือเปล่า… ก็ตอบตกลงไปแบบไม่ต้องคิด ทั้งที่แทบไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับดอยสูงแห่งนี้

เพราะไม่อยากให้ใครเป็นนักเดินทางนิสัยเสียแบบผม (ฮา…) เลยขอเล่าคร่าวๆ แล้วกันว่า ดอยจิกจ้องฆ้องคำ เป็นดอยสูงในอำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง ห่างจากตัวเมืองประมาณ 60 กิโลเมตร อยู่ในเขตพื้นที่ป่าอุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน แต่อุทยานฯ ผ่อนปรนให้ทางวัดทุ่งส้านใช้ประโยชน์และคอยดูแล ที่สำคัญคือเป็นที่ประดิษฐานพระธาตุดอยจิกจ้อง พระธาตุโบราณซึ่งเป็นที่เคารพของชาวเมืองปาน

เรื่องการท่องเที่ยวทำได้แน่ๆ แต่จะขึ้นจะลงก็ติดต่อบอกกล่าวให้ทางวัดทุ่งส้านรับทราบกันก่อน เพราะด้านบนนอกจากพระธาตุ ยังมีศาลา อาคารต่างๆ และพระพุทธรูปอีกหลายองค์ด้วยครับ

ทริปนี้จุดนัดพบครบทีมของเรา 8 คน คือสถานีรถไฟนครลำปาง (ชื่อสถานีมีคำว่านครด้วยนะ) สำหรับผมที่เดินทางด้วยรถทัวร์จากโคราช ลงที่ บขส. ลำปาง ใช้วิธีเดินไปสถานีรถไฟไม่ไกลเท่าไหร่ จะเที่ยวป่าทั้งทีเดินตามถนนแค่นี้นิดเดียวสบายมาก

ทีมรถไฟนั่งรถด่วนขบวน 51 มาถึงลำปางประมาณสิบโมงเช้า พวกเราหารถเหมาให้ไปส่งที่วัดทุ่งส้าน อำเภอเมืองปาน ที่หน้าสถานีรถไฟนั่นแหละ มีสองแถวจอดรอให้เรียกใช้อยู่เยอะเลย ตกลงราคากันที่ 800 บาท หรือคนละ 100 บาท เป็นราคาที่ลุงโชเฟอร์ก็ไม่เคยไปเหมือนกัน ลุงบอกว่าคงคุ้มแหละดีกว่าจอดอยู่เฉยๆ

เส้นทางจากตัวเมืองลำปาง ไปวัดทุ่งส้าน 60 กิโลเมตร ถนนดีตลอดสาย แต่ที่ทำให้เสียเวลาคือพวกเราเองที่ทั้งแวะกินข้าว แวะซื้อของสดที่ตลาด แวะร้านสะดวกซื้อ เป็นลูกอีช่างแวะจริงๆ เสียเวลาจนเราตกลงกันว่าต้องเพิ่มให้รถอีกนิดเป็นค่ารอแล้วล่ะ (ฮา…)

เที่ยงครึ่งถึงวัดทุ่งส้าน อันดับแรกต้องเข้าไปพบหลวงพ่อเกษม วันนั้นเข้าพรรษาพอดีเลยถือโอกาสถวายสังฆทานด้วย หลวงพ่อก็บอกทางให้เราคร่าวๆ คือเข้าไปสุดซอยทุ่งส้าน 2 ซึ่งอยู่ห่างจากวัดนิดหน่อย พร้อมให้กุญแจสำหรับเปิดศาลาบนยอดดอยมาด้วย

หากใครอยากฝากของที่ไม่จำเป็นก็ไว้ที่วัดนี่แหละครับ

จากนั้นให้สองแถวไปส่งที่ทุ่งส้านซอย 2 ถนนลูกรังไม่ใหญ่นักแต่รถเข้าได้ไม่ถึงกับลำบาก ไปเรื่อยๆ จนพบบ้านสวนทางขวามือ เลี้ยวรถเข้าไปจอดได้เลยครับ ที่นี่เป็นบ้านส่วนบุคคลแต่มีสระน้ำเปิดให้ชาวบ้าน เด็กๆ มาเล่นกันได้ นี่แหละจุดเตรียมพร้อมก่อนออกเดิน

สอบถามทางชาวบ้านแถวนั้นมาว่าจากจุดลงรถเราเดินไปเลี้ยวซ้ายแล้วเลี้ยวขวา พอเจอสามแยกตัว T ให้เลี้ยวขวาอีกครั้งผ่านสวนกล้วยจนข้ามลำธารเล็กๆ ไปเลย จากนั้นก็ไปตามทางยาวๆ

เลี้ยวซ้ายแรกที่ป้ายตรงนี้ บอกระยะทาง 4.5 กิโลเมตร ส่วนป้ายเขตอุทยานแห่งชาติ หมายถึงเขตอุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อนนั่นเอง

เลี้ยวซ้ายมาสักนิดจะเจอแยกตัว Y ให้เราเลี้ยวขวา มองเห็นดอยจิกจ้องฆ้องคำเด่นตระหง่านท้าทายอยู่ข้างหน้า ช่วงนี้ไม่ค่อยมีใครขึ้นเขาเท่าไหร่ ทางรกนิดหน่อยก็แหวกกันเข้าไป พอถึงแยกตัว T ก็เลี้ยวขวาอีกรอบผ่านสวนกล้วย

เส้นทางช่วงแรกถือว่าไม่ยากหรือเรียกว่าสบายยังไหว ส่วนใหญ่เป็นทางราบ สิบกว่านาทีก็มาถึงศาลาพักริมทาง พร้อมพระพุทธรูปซึ่งเป็นสัญญาณบอกว่าเรามาไม่ผิด

เดินไปเรื่อยๆ เจอทางแยกอีกแล้ว เอาล่ะสิทางไหนดี อีกสักพักก็เจออีกแยกให้ต้องตัดสินใจ พอเจอสักสองสามครั้งเราก็จับทางได้แล้วว่าไม่ว่าจะเลี้ยวทางไหนเดี๋ยวก็จะมาบรรจบกัน ทางหนึ่งเป็นเส้นเดิม และอีกทางเป็นเส้นตัดลัดขึ้นเท่านั้นเอง

ระหว่างทางจะมีธงผูกตามต้นไม้เป็นสัญลักษณ์ให้อุ่นใจด้วยว่าไม่ผิดทิศผิดทาง

ทางเริ่มชันขึ้นมาแบบเรื่อยๆ ทีละนิดทีละน้อยไม่ถึงกับโหดสาหัสนัก แต่ก็ใช่ว่าจะสบายเพราะขึ้นเขาไม่ว่าจะที่ไหนก็เหงื่อตกทั้งนั้น

ใกล้บ่ายสามมาถึงตรงนี้ มองทางข้างหน้าเป็นทางปูน… เห้ย อะไรกันนี่ ซึ่งเรามาได้คำตอบตอนลงจากเขาภายหลังว่าหลายปีก่อนเคยขี่มอเตอร์ไซค์ขึ้นไปได้เกินจากตรงนี้อีกเยอะเลย แต่ต่อมาพระท่านที่จำพรรษาอยู่ข้างบนย้ายไปวัดอื่น ไม่มีใครมาคอยดูแลทำทางต่อ แล้วจริงๆ ทางปูนมีอยู่ร้อยสองร้อยเมตรเท่านั้นเองครับ พ้นตรงนี้ก็เป็นทางเดินเหมือนเดิม

สี่โมงเย็นเรามาถึงจุดพักใหญ่ ศาลาหลังคาสังกะสีมีถังรองน้ำฝน พระพุทธรูปเก่า ป่าบนเขาเริ่มโปร่งขึ้น

ตรงนี้มีทางแยกไปจุดชมวิวด้วย จะรออะไรล่ะเดินไปสิ ในที่สุดก็ได้เห็นวิวสวยๆ ครั้งแรกบนเส้นทางนี้สักที เห็นทั้งแนวป่าและชุมชนชัดเจน

แบกเป้ไปตามทางขึ้นอีกทีละนิด สักพักก็เจอถังน้ำใบใหญ่ เป็นจุดสำหรับพักเอาแรงและเติมความสดชื่นที่ดีมาก แต่น้ำในถังไม่รู้ข้างในมีอะไรบ้าง พกเครื่องกรองน้ำมาด้วยก็จะกรองดื่มได้สบายใจขึ้นครับ

จากตรงนี้ไปทางจะชันขึ้นกว่าตลอดช่วงที่ผ่านมาแบบเห็นได้ชัด เป็นสัญญาณบอกว่าเรากำลังอยู่ในช่วงไต่ขึ้นสู่ยอดดอยแล้ว ที่เคยบอกว่าไม่เท่าไหร่ก็มาหนักตั้งแต่นี้เป็นต้นไปล่ะครับ

ห้าโมงสิบห้า ผมมาเจอถังน้ำใหญ่อีกสองถัง ยังเป็นถังใหม่เอี่ยมอยู่เลย

ฮึบอีกเฮือกขึ้นมาเห็นวิวสวยๆ ที่เห็นหมู่บ้านยังแล้งๆ ดินแตกเหลืองๆ ต้องบอกว่านี่คือกลางหน้าฝนแท้ๆ แต่ปีนี้ฝนทิ้งช่วง ชาวบ้านเลยยังไม่ดำนากัน

พอมาถึงตรงนี้ก็หายใจโล่งๆ ได้แล้วล่ะครับ เป็นช่วงสุดท้ายของสุดท้ายจริงๆ ข้างหน้าอีกสองร้อยเมตร คือจุดหมายของเรา

ผ่านป้ายประกาศของอุทยานฯ ที่อนุญาตให้ทางวัดหรือสำนักสงฆ์ใช้พื้นที่ตรงนี้ได้ ผ่านพระอุปคุต ผ่านพระสีวลี ผ่านพระสังกัจจายน์ ก่อนหกโมงเย็นเล็กน้อยผมก็มาถึงยอดอยจิกจ้องฆ้องคำ ส่วนเพื่อนที่อยู่หลังๆ อีกสักพักก็ค่อยทยอยตามกันมา

บนยอดดอยจิกจ้องมีทั้งศาลา ห้องครัว ห้องน้ำเล็กๆ (ไม่สะดวกมากนัก) มีถังเก็บน้ำสองถังใหญ่เป็นน้ำฝนที่รองเก็บไว้ ซึ่งเมื่อเราขออนุญาตหลวงพ่อที่วัดทุ่งส้านมาแล้วก็สามารถใช้งานได้อย่างสบายใจ

แต่ก่อนจะทำอะไรทุกอย่าง ต้องขอไปกราบสักการะองค์พระธาตุดอยจิกจ้องเป็นอันดับแรก

เรื่องของวิวทิวทัศน์ต้องบอกว่าไม่เบาเลย จุดชมวิวหลักอยู่ตรงพระธาตุ เป็นมุมพระอาทิตย์ตก เรามาถึงได้เวลาพอดีสวยงามมากมายครับ แนวภูเขาและแนวป่าอุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อนทอดตัวกว้างไกล อีกฝั่งเป็นเขตชุมชน มองเห็นลิบๆ ว่าเราขึ้นมาไกลกันขนาดไหน

เอาล่ะ… หลังจากดื่มด่ำกับธรรมชาติเสียเต็มอิ่มก็ได้เวลาทำกับข้าวกับปลากันแล้วล่ะ เพราะท้องของเราไม่ได้อิ่มด้วยเสียเมื่อไหร่ หิวโครกครากกันทุกคน ในห้องครัวมีอุปกรณ์เยอะแยะ แม้กระทั่งเตาแก๊สที่หลวงพ่อบอกว่าใช้ได้เลย แต่ถ้าใครจะขึ้นมาเที่ยวก็เตรียมสำรองมาเองด้วยจะดีกว่าครับ หากมีอะไรผิดพลาดขึ้นมาจะได้ไม่มีปัญหา

คืนนี้พวกเรานอนกันในศาลา กางเต็นท์กันแมลงบ้าง บางคนนอนปลาทูว่ากันไป เป็นการขึ้นมานอนบนดอยซึ่งสบายที่สุดเท่าที่เคยมาแล้วล่ะ (ฮา…)

ตีห้าครึ่งตั้งนาฬิกาปลุกแต่เช้า เปิดเต็นท์เดินออกไปอาบแสงแรกของวันสักหน่อย มุมพระอาทิตย์ขึ้นฝั่งตะวันออกกำลังสวยเชียว ส่วนมุมทิศตะวันตกแสงอ่อนๆ ก็งามไม่แพ้กัน ก็ถ่ายรูปกันเพลินไปตั้งแต่ฟ้าสีน้ำเงินจนกลายเป็นฟ้าสว่างแจ้ง

ทีเด็ดมาเห็นเอาตอนฟ้าเปิดนี่แหละ มองแว้บๆ ไกลๆ หลังขุนเขา เห็นเมืองใหญ่ตรงนั้นนั่นเชียงใหม่นี่นา (ถึงกับเปิดแม็พกูเกิ้ลเทียบทิศเลยทีเดียว) ภูเขาฉากหลังของเมืองก็ต้องเป็นดอยสุเทพ-ดอยปุย น่ะสิ แล้วขยับไปทางซ้ายทางทิศใต้มียอดเขาเด่นสูงมากๆ ก็ต้องเป็นดอยอินทนนท์… คือว้าวสุดๆ ไปเลยครับ

พอแดดเริ่มแรงพวกเราจึงค่อยหลบร้อนมาทำอาหารเช้า เก็บข้าวของ ล้อมวงกินข้าว ประมาณสิบโมงก็ขึ้นเป้พร้อมเดินทางลง

ขาขึ้นใช้เวลาสี่ซ้าห้าชั่วโมง ขาลงแค่สองชั่วโมงเศษๆ ก็มาถึงด้านล่าง โทรบอกรถตู้ที่นัดไว้ให้มารับไปวัดทุ่งส้านเพื่อคืนกุญแจ พร้อมอาบน้ำอาบท่า มีห้องน้ำอย่างดีสามารถใช้ได้เลย จากนั้นจึงกลับเข้าตัวเมืองเป็นอันจบทริป แยกย้ายทางใครทางมัน

ในภาพรวมต้องถือว่าดอยจิกจ้องฆ้องคำเป็นดอยที่เดินได้เรื่อยๆ ไม่ยากมากสำหรับคนเคยมีประสบการณ์ และอย่างที่บอกคือด้านบนมีสิ่งอำนวยความสะดวกเยอะพอสมควร วิวถือว่าสวยใช้ได้ อาจไม่ถึงกับอลังการเต็มร้อยเต็มล้าน (พูดในฐานะคนเคยเที่ยวป่าเที่ยวเขาบ่อยๆ) แต่ก็มีดีคุ้มค่าน่ามาเดินสัมผัสธรรมชาติกัน

คราวนี้ผมมากรกฎาคมแท้ๆ แต่ไม่ได้บรรยากาศของฝนเลย แดดดี ฟ้าเปิด แสงจัดจ้านทั้งเช้าทั้งเย็น แบบนี้แสดงว่าหากมีโอกาสคงต้องกลับมาล่าสายหมอกและสักการะองค์พระธาตุดอยจิกจ้องใหม่อีกรอบสินะ…


ข้อมูลสักนิดก่อนคิดจะเที่ยว

– การไปเที่ยวติดต่อวัดทุ่งส้านเพื่อขออนุญาต หลวงพ่อเกษม โทร 0861955213
– สามารถเดินเองได้โดยไม่ต้องมีคนนำทาง และไม่มีค่าใช้จ่าย
– ระยะทางประมาณ 4.5 กิโลเมตร ใช้เวลา 4-5 ชั่วโมง
– ทางเดินไม่ยาก ไม่เละ ไม่มีทาก แต่มีคุ่น ใส่แขนยาวขายาวป้องกันดีกว่า
– ด้านบนมีศาลาพระ ห้องครัว ไม่มีไฟฟ้า
– สามารถนอนภายในศาลาได้ หรือกางเต็นท์ด้านนอกเอาบรรยากาศก็ได้
– มีถังน้ำใหญ่สองถังเก็บน้ำฝนไว้ใช้งาน… แต่ก็อย่ามั่นใจว่าจะมีน้ำพอล่ะ
– เช่นเดียวกัน ในห้องครัวมีถังแก๊ส… แต่ก็อย่ามั่นใจไปว่าจะมีแก๊สเพียงพอ
– มีห้องน้ำเล็กๆ แต่ต้องไปตักน้ำมาใช้เอง
– ควรเตรียมอุปกรณ์ทุกอย่างไว้สำรองกรณีฉุกเฉินสักนิดหน่อย


ติดตามเรื่องราวการท่องเที่ยวเดินทางของผมได้อีกช่องทาง
http://www.facebook.com/alifeatraveller